<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960</id><updated>2012-01-04T16:42:03.803+07:00</updated><title type='text'>Sufficiency Economy</title><subtitle type='html'>(www.sufficiencyeconomy.com)</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>77</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-113860603816794984</id><published>2011-12-31T14:24:00.004+07:00</published><updated>2011-07-07T20:12:21.341+07:00</updated><title type='text'>ข่าวประชาสัมพันธ์</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/blog-post.html"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand; width: 102px; height: 147px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-cJsXJ6BVIH4/ThWkd65aVoI/AAAAAAAAAms/Nmx2sJR82sk/s320/se-book3s.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5626584143402522242" /&gt;&lt;/a&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้จัดทำหนังสือ &lt;font color=blue&gt;&lt;b&gt;"เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินธุรกิจ"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานหลักการทางธุรกิจ ได้แก่ Economic Value Added, Balanced Scorecard, Scenario Planning รวมถึงแนวคิดการจัดการความรู้ (KM) หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) และความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยเทียบเคียงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี รวมถึงเงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม อันจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติในหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล โดยมี บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) เป็นผู้สนับสนุนการจัดพิมพ์เผยแพร่ &lt;br /&gt;&lt;h3 class="post-title"&gt;&amp;nbsp;&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/10/blog-post_26.html"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand; width: 102px; height: 147px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SuVcCdw2UnI/AAAAAAAAARs/9Z0re1fN1YY/s400/SEinGlobalView-s.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5396820925892416114" /&gt;&lt;/a&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้รวบรวมบทสัมภาษณ์ของนักคิด นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ จำนวน 13 ท่าน ที่ได้แสดงทัศนะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเทียบเคียงกับแนวคิดและมุมมองสากล ในโครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ โดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มาเรียบเรียงเป็นหนังสือ &lt;font color="2554C7"&gt;&lt;b&gt;"เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; (Sufficiency Economy in Global View) และได้รับการสนับสนุนให้จัดพิมพ์เผยแพร่โดย บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) และ บจ.โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;h3 class="post-title"&gt;&amp;nbsp;&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/03/blog-post.html"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand; width: 102px; height: 147px;" src="http://bp2.blogger.com/_PRMPT-HLLJ0/RfkQHpPRVyI/AAAAAAAAAAs/D8Yt_L5YF4U/s400/se-book-s.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้จัดทำหนังสือ &lt;font color="7E000C"&gt;&lt;b&gt;"เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงอะไร"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; ที่เกิดขึ้นจากการค้นคว้ารวบรวมพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และพระบรมราโชวาทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้พระราชทานไว้ในวโรกาสต่างๆ พร้อมด้วยคำอธิบายคุณลักษณะและเงื่อนไขที่ประกอบขึ้นเป็นความพอเพียงตามนัยแห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี รวมถึงเงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไขคุณธรรม ตลอดจนคำอธิบายระดับและจุดหมายของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นการจุดประกายให้เกิดการเรียนรู้ และปรับความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้ถูกต้องยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;h3 class="post-title"&gt;&amp;nbsp;&lt;/h3&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดทำฐานข้อมูลกลุ่ม องค์กร พื้นที่ ที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ทางเว็บไซต์ &lt;a href="http://www.sedb.org" target="_blank"&gt;www.sedb.org&lt;/a&gt; &lt;img src="http://photos1.blogger.com/blogger2/3100/451090002991372/200/external-link.jpg" border="0" alt="External Link" /&gt; เสมือนเป็นแหล่งรวมข้อมูลโครงการที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์ในการศึกษา วิจัย ค้นคว้า และการเรียนรู้เพื่อต่อยอดให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในวงกว้าง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-113860603816794984?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/113860603816794984'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/113860603816794984'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/12/blog-post.html' title='ข่าวประชาสัมพันธ์'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-cJsXJ6BVIH4/ThWkd65aVoI/AAAAAAAAAms/Nmx2sJR82sk/s72-c/se-book3s.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-56204103501470558</id><published>2011-07-07T19:39:00.005+07:00</published><updated>2011-07-07T20:07:44.049+07:00</updated><title type='text'>หนังสือ "เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินธุรกิจ"</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-GWJ18nwQliA/ThWpOlT92YI/AAAAAAAAAm0/7o4rM39Tw6c/s1600/se-book3m.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 278px; height: 400px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-GWJ18nwQliA/ThWpOlT92YI/AAAAAAAAAm0/7o4rM39Tw6c/s400/se-book3m.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5626589377468422530" /&gt;&lt;/a&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้จัดทำหนังสือชุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้มีการตีพิมพ์หนังสือชื่อ เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงอะไร เป็นเล่มแรก เมื่อปี 2550 และหนังสือชื่อ เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก เป็นเล่มที่สอง ในปี 2552 ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้อย่างแพร่หลายและต่อเนื่อง ในปี 2554 สถาบันไทยพัฒน์ ได้จัดทำหนังสือ &lt;font color=blue&gt;&lt;b&gt;"เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินธุรกิจ"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อันจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติในหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาในเล่มประกอบด้วยการนำเสนอมุมมองคุณลักษณะและเงื่อนไขในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม เทียบเคียงกับหลักการทางธุรกิจ ได้แก่ Economic Value Added, Balanced Scorecard, Scenario Planning รวมถึงแนวคิดการจัดการความรู้ (KM) หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) และความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือ &lt;font color=blue&gt;&lt;b&gt;"เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินธุรกิจ"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; เล่มนี้ เป็นเสมือนสะพานเชื่อมความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำเสนอในภาษาของนักธุรกิจ เพื่อขจัดความเชื่อที่ผิดๆ ว่า เศรษฐกิจพอเพียง ไม่เหมาะกับการนำมาใช้กับธุรกิจที่มีปรัชญาแห่งการแสวงหากำไรสูงสุด หรือสวนทางกับการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน หรือกระทั่งไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรของตนเอง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปิดมุมมองใหม่ในความเข้าใจเรื่องความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;หน่วยงานที่สนใจพิมพ์เพื่อการเผยแพร่ในนามองค์กร กรุณาติดต่อ&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์&lt;br /&gt;มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์&lt;br /&gt;โทรศัพท์: 0-2930-5227&lt;br /&gt;โทรสาร: 0-2930-5228&lt;br /&gt;อีเมล: info@thaipat.org&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="33%" valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/03/blog-post.html"&gt;&lt;img src="http://bp2.blogger.com/_PRMPT-HLLJ0/RfkQHpPRVyI/AAAAAAAAAAs/D8Yt_L5YF4U/s400/se-book-s.jpg" border="0" alt="เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงอะไร" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="33%" valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/10/blog-post_26.html"&gt;&lt;img src="http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SuVcCdw2UnI/AAAAAAAAARs/9Z0re1fN1YY/s400/SEinGlobalView-s.jpg" border="0" alt="เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก"id="BLOGGER_PHOTO_ID_5396820925892416114" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="33%" valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/blog-post.html"&gt;&lt;img src="http://1.bp.blogspot.com/-cJsXJ6BVIH4/ThWkd65aVoI/AAAAAAAAAms/Nmx2sJR82sk/s320/se-book3s.jpg" border="0" alt="เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินธุรกิจ"id="BLOGGER_PHOTO_ID_5626584143402522242" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-56204103501470558?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/56204103501470558/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=56204103501470558' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/56204103501470558'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/56204103501470558'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='หนังสือ &quot;เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินธุรกิจ&quot;'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-GWJ18nwQliA/ThWpOlT92YI/AAAAAAAAAm0/7o4rM39Tw6c/s72-c/se-book3m.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-29305998034443792</id><published>2011-07-07T18:45:00.001+07:00</published><updated>2011-07-07T18:54:53.648+07:00</updated><title type='text'>กิจกรรม (ปี 2553)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/blog-post.html"&gt;ปี 54&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ปี 53&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/01/2552.html"&gt;ปี 52&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/01/2551.html"&gt;ปี 51&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/2550.html"&gt;ปี 50&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2549.html"&gt;ปี 49&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/2548.html"&gt;ปี 48&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/2547.html"&gt;ปี 47&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;8 มิถุนายน 2553&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/-eUlqcjrSMDE/TXd_wxyBblI/AAAAAAAAAig/K48mDL97iao/s1600/group.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 142px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-eUlqcjrSMDE/TXd_wxyBblI/AAAAAAAAAig/K48mDL97iao/s400/group.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5582070739122613842" /&gt;&lt;/a&gt;เป็นวิทยากรร่วมอภิปรายในการประชุมนานาชาติ ว่าด้วยเรื่อง “Globalization for the Common Good” ภายใต้หัวข้อ “In Search of the Virtuous Economy: A plea for Dialogue, Wisdom, and the Common Good” ใน Session ว่าด้วย &lt;b&gt;"Ethical Investments for a Sufficiency Economy"&lt;/b&gt; ณ California Lutheran University, Center for Leadership &amp; Values รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;29 มีนาคม 2553&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;นำเสนอข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ ระยะที่ 2: &lt;b&gt;การพัฒนารูปแบบการจัดทำรายงานความพอเพียง (Sufficiency Report) ของกิจการ&lt;/b&gt; ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ชั้น 14 อาคาร เอส เอ็ม ทาวเวอร์ ถ.พหลโยธิน พญาไท กรุงเทพฯ&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;13 มกราคม 2553&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;ร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้การดำเนินงานด้านการนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวัด ชุมชน รวมทั้งบทบาทการส่งเสริมการเผยแพร่พระราชดำริเศรษฐกิจกิพอเพียงของพระสงฆ์ ในโครงการศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาวิธีการเผยแพร่แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระสงฆ์ในจังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร และนครพนม ณ ห้องประชุมพรหมวชิรญาณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-29305998034443792?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/29305998034443792/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=29305998034443792' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/29305998034443792'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/29305998034443792'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/2553_07.html' title='กิจกรรม (ปี 2553)'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-eUlqcjrSMDE/TXd_wxyBblI/AAAAAAAAAig/K48mDL97iao/s72-c/group.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-1430257430761638078</id><published>2011-07-07T18:30:00.002+07:00</published><updated>2011-07-07T18:40:10.197+07:00</updated><title type='text'>ข่าวสาร (ปี 2553)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/02/blog-post_01.html"&gt;ปี 54&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ปี 53&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/2552.html"&gt;ปี 52&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/2551.html"&gt;ปี 51&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/01/2550.html"&gt;ปี 50&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2549_30.html"&gt;ปี 49&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2548.html"&gt;ปี 48&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;Editorial, &lt;b&gt;Globethics.net Panel Calls for Interreligious Sufficiency Economy&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/globethicsnet-panel-calls-for.html"&gt;Globethics.net Newsletter&lt;/a&gt;  n° 6 (June, 2010).&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;หน้าต่าง CSR, &lt;b&gt;โลกาภิวัตน์ความดีสู่เศรษฐกิจคุณธรรม&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/blog-post.html"&gt;กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 7931 (10 มิถุนายน, 2553): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-1430257430761638078?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/1430257430761638078/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=1430257430761638078' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/1430257430761638078'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/1430257430761638078'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/2553.html' title='ข่าวสาร (ปี 2553)'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-8666902096779537284</id><published>2010-06-30T18:18:00.001+07:00</published><updated>2011-07-07T18:25:06.435+07:00</updated><title type='text'>Call for Interreligious Sufficiency Economy</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;i&gt;Christoph Stueckelberger, Director and Founder of Globethics.net&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;Buddhist, Islamic, and Christian faith share a common vision of economy: sufficiency economy which puts priority on the needs of the needy. This was one result of a panel organized by Globethics.net on sufficiency economy with the participation of Dr. Pipat Yodprudtikan, expert of sufficiency economy in Thailand, Dr. Randa Alia Hamdy from Egypt on Islamic Finance, Christoph Stückelberger, Executive Director of Globethics.net as a moderator on Christian perspectives and Laura Berry Executive Director of Interfaith Center on Corporate Responsibility in the US.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The panel was part of a global conference “In Search of the Virtuous Economy: a plea dialogue, wisdom and the common good”, organized by the Globalization for the Common Good Initiative GCGI at the California Lutheran University, near Los Angeles, USA. The GCGI is a partner of Globethics.net.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The conference documents will be available on the website &lt;a href="http://www.gcgi.info" target="_blank"&gt;www.gcgi.info&lt;/a&gt;. As one of the outcomes of the conference; Globethics.net will publish a book on “Global Sufficiency Economy. Interreligious Response to the ‘Crisis Capitalism”.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;This conference and many other conferences around the world show that business leaders, political leaders, academics and religious leaders are looking for a new ethical foundation of future world economy. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://bit.ly/pHAUdQ" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-8666902096779537284?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/8666902096779537284/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=8666902096779537284' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8666902096779537284'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8666902096779537284'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/globethicsnet-panel-calls-for.html' title='Call for Interreligious Sufficiency Economy'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-5255882585870595221</id><published>2010-06-14T15:27:00.004+07:00</published><updated>2011-07-07T18:42:11.978+07:00</updated><title type='text'>ข่าวสาร (ปี 2551)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/02/blog-post_01.html"&gt;ปี 54&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/2553.html"&gt;ปี 53&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/2552.html"&gt;ปี 52&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ปี 51&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/01/2550.html"&gt;ปี 50&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2549_30.html"&gt;ปี 49&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2548.html"&gt;ปี 48&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;การตลาด, &lt;b&gt;มิติเศรษฐกิจพอเพียงในทรรศนะโลก&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_30.html"&gt;หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 2370 (30 ตุลาคม, 2551): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;Special Issue, &lt;b&gt;วันที่โลก (ต้อง) เรียนรู้ ศก.พอเพียง&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_27.html"&gt;หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 4048 (27 ตุลาคม, 2551): หน้า 44.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;Telecom Marketing, &lt;b&gt;ดีแทค โตโยต้า และ สกว.จับมือเปิดไอเดีย 13 กูรูเชื่อมั่น ศก.พอเพียงกู้วิกฤต&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/13_27.html"&gt;หนังสือพิมพ์เทลคอม เจอร์นัล&lt;/a&gt; ฉบับที่ 745 (27 ตุลาคม, 2551): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;ePeople, &lt;b&gt;13 นักคิด ไทยเสนอโลกใช้เศรษฐกิจพอเพียงกู้วิกฤต&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/13_24.html"&gt;หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน&lt;/a&gt; ฉบับที่ 11185 (24 ตุลาคม, 2551): หน้า 32.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;เศรษฐกิจการเงิน, &lt;b&gt;13 กูรูชี้ทางออกโลกใหม่ ยึดศก.พอเพียงแก้วิกฤติ&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/13.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 7335 (22 ตุลาคม, 2551): หน้า 17.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;โทรคมนาคม, &lt;b&gt;ดีแทคสนับสนุนเปิดขุมปัญญา เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_8803.html"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน&lt;/a&gt; ฉบับที่ ___ (22 ตุลาคม, 2551): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;ออนไลน์, &lt;b&gt;เปิดตัวบทสัมภาษณ์ “เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก” หวังสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท&lt;/a&gt; (22 ตุลาคม, 2551)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;ออนไลน์, &lt;b&gt;นักวิชาการเชื่อเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกวิกฤต ศก.โลก&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_22.html"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt; (21 ตุลาคม, 2551)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;ข่าวประชาสัมพันธ์, &lt;b&gt;ไทยเสนอโลกใช้ ศก.พอเพียงกู้วิกฤติ&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_4361.html"&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย&lt;/a&gt; (21 ตุลาคม, 2551)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"หลักธุรกิจในเศรษฐกิจพอเพียง"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/02/blog-post_12.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 7082 (12 กุมภาพันธ์, 2551): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;ธุรกิจการตลาด, &lt;b&gt;ซีเอสอาร์ &amp; เศรษฐกิจพอเพียง คำตอบ"ธุรกิจเติบโตแบบยั่งยืน"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/02/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 7075 (5 กุมภาพันธ์, 2551): หน้า 32.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/01/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 7061 (22 มกราคม, 2551): หน้า 10.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-5255882585870595221?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/5255882585870595221/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=5255882585870595221' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/5255882585870595221'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/5255882585870595221'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/2551.html' title='ข่าวสาร (ปี 2551)'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-2306853393791316335</id><published>2010-06-14T15:22:00.004+07:00</published><updated>2011-07-07T18:41:23.006+07:00</updated><title type='text'>ข่าวสาร (ปี 2552)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/02/blog-post_01.html"&gt;ปี 54&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/2553.html"&gt;ปี 53&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ปี 52&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/2551.html"&gt;ปี 51&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/01/2550.html"&gt;ปี 50&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2549_30.html"&gt;ปี 49&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2548.html"&gt;ปี 48&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;______, &lt;b&gt;เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดในทุกวิกฤติ&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/05/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 2426 (14 พฤษภาคม, 2552): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-2306853393791316335?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/2306853393791316335/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=2306853393791316335' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/2306853393791316335'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/2306853393791316335'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/2552.html' title='ข่าวสาร (ปี 2552)'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-8220676874620431776</id><published>2010-06-10T15:42:00.000+07:00</published><updated>2010-06-14T15:42:30.124+07:00</updated><title type='text'>โลกาภิวัตน์ความดีสู่เศรษฐกิจคุณธรรม</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ขอเปลี่ยนบทบาทเป็นนักข่าวภาคสนาม รายงานจากแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากได้รับเชิญเป็นวิทยากรร่วมอภิปรายในการประชุมนานาชาติ ว่าด้วยเรื่อง &lt;b&gt;“Globalization for the Common Good” ภายใต้หัวข้อ “In Search of the Virtuous Economy: A plea for Dialogue, Wisdom, and the Common Good”&lt;/b&gt; ซึ่งจัดขึ้นที่ California Lutheran University, Center for Leadership &amp; Values ในระหว่างวันที่ 6-10 มิถุนายน 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานนี้เป็นการรวมตัวกันของบรรดานักวิชาการจากนานาประเทศร่วม 60-70 คน เพื่อมาแลกเปลี่ยนทัศนะและค้นหาวิถีการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานคุณธรรม เพื่อเป็นหนทางในการพลิกฟื้นวิกฤตเศรษฐกิจในวิถีปัจจุบันที่กำลังนำพาโลกเข้าสู่ทางตัน ก่อปัญหานานัปการทั้งด้านการทำมาหาเลี้ยงชีพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการสำคัญที่ใช้ในการตอบโจทย์การประชุมครั้งนี้ หนีไม่พ้นเรื่องหลักธรรมคำสอนที่มีรากเหง้ามาจากศาสนาต่างๆ โดยมีผู้นำทางจิตวิญญาณของหลายศาสนาเข้าร่วมเสนอทางออกด้วยแนวคิดที่เชื่อว่าเจตนารมณ์ของศาสนธรรมที่จรรโลงให้มนุษย์ประพฤติปฏิบัตินั้น ตั้งอยู่บนฐานความดีเดียวกัน (Common Good) และจะอภิวัฒน์อย่างไรเพื่อให้แผ่ขยายไปในวงกว้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวทีย่อยวันแรก นอกเหนือจากการระบุถึงที่มาของปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีทีท่าว่าจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ อันมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีขีดสุดและยึดประโยชน์ตนเป็นหลัก ในที่ประชุมยังได้มีข้อเสนอถึงการปรับรูปแบบและวิธีการเผยแผ่เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฉพาะข้อเสนอนี้ ก็ทำให้สามารถแตกออกเป็นประเด็นในการพัฒนามากมาย อย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้เราได้ฉุกคิดว่า การปลูกฝังคุณธรรมความดีงาม ที่ดูจะพัฒนาไม่ทันกับยุคสมัยของสังคมทั่วทั้งโลก ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ดีการปรับรูปแบบหรือวิธีการในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลดทอนหรือดัดแปลงหลักคุณธรรมให้เข้ากับยุคสมัย เพราะต้องเข้าใจว่าคุณธรรมความดีงามในจิตใจคนนั้น ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ก็มีเกณฑ์เดียวกัน เป็นแต่เพียงวิธีการถ่ายทอดหรือปลูกฝังที่จำต้องมีการทบทวน ผู้นำทางจิตวิญญาณที่ทำงานด้านนี้ จะต้องไม่แสวงหาความแพร่หลายหรือความนิยมด้วยการลดหย่อนหรือบิดเบือนข้อคุณธรรมเพียงเพื่อให้คำสอนของตนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสนออื่นๆ ที่ได้พูดคุยกัน มีทั้งที่เป็นข้อเสนอสำหรับภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม นอกเหนือจากภาคการศึกษา ในส่วนที่เป็นระดับธุรกิจ จะมาจากเวทีอภิปรายในหัวข้อ “Role of Business Education in Creating Prosperity based on Moral Responsibility” และหัวข้อ “Mass Media, Finance Crises and Social Responsibility: The Quest for Ethical and Balanced Reporting” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของภาคสังคม มีเวทีที่ถกในประเด็นสำคัญๆ อย่างเช่น “Civic Engagement for the Elder and Opportunities for Community Service” และ “Engaging Youth Spirituality for Positive Change” รวมทั้ง “The Democratization of Philanthropy: Positive Alternatives to Traditional Ways”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเวทีที่ผมได้เข้าร่วมอภิปรายเป็นหัวข้อ &lt;b&gt;“Ethical Investments for a Sufficiency Economy”&lt;/b&gt; ซึ่งมีผู้แทนจากทั้งศาสนาพุทธ (จากไทย) คริสต์ (จากอเมริกา) อิสลาม (จากอียิปต์) เข้าร่วมถกในประเด็นการลงทุนที่มีจริยธรรมต่อเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำเสนอความเคลื่อนไหวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงที่ใช้อภิปรายกันในที่นี้ เป็นคำทั่วไป มิได้จำกัดอยู่เพียงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทย เราจึงได้เห็นทัศนะในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศอื่นๆ และจากมุมมองของศาสนาอื่นไปด้วยพร้อมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวทีนี้ นอกจากตัวผมเองซึ่งคลุกคลีอยู่ในแวดวง CSR จะได้มาอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว วิทยากรอีกท่านหนึ่งซึ่งมาจากนิวยอร์ก ก็เป็นผู้ที่ทำงานด้าน CSR เช่นกัน เธอเป็นผู้อำนวยการ Interfaith Center on Corporate Responsibility ก็เป็นบทพิสูจน์บทหนึ่งว่า เรื่องของ CSR กับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ได้อยู่ไกลกันเลย ฉะนั้น องค์กรธุรกิจที่ทำเรื่อง CSR แน่นอนว่าจะต้องมีวิถีการดำเนินงานที่อยู่ในแนวของเศรษฐกิจพอเพียงไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณ วันที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ การประชุมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเป็นวันแรก ทางผู้จัดงาน ซึ่งมี &lt;b&gt;Globethics.net&lt;/b&gt; เป็นหนึ่งในแม่งานหลัก จะได้มีการประมวลเนื้อหาและบทสรุปจากการประชุมเผยแพร่สู่สาธารณะในโอกาสต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ของผู้จัดงานได้ตามสะดวกครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2010/06/10/news_31030113.php?news_id=31030113" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-8220676874620431776?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/8220676874620431776/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=8220676874620431776' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8220676874620431776'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8220676874620431776'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/blog-post.html' title='โลกาภิวัตน์ความดีสู่เศรษฐกิจคุณธรรม'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-3647711633730225965</id><published>2010-01-06T18:40:00.003+07:00</published><updated>2011-07-07T18:57:08.372+07:00</updated><title type='text'>กิจกรรม (ปี 2552)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/blog-post.html"&gt;ปี 54&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/2553_07.html"&gt;ปี 53&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ปี 52&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/01/2551.html"&gt;ปี 51&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/2550.html"&gt;ปี 50&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2549.html"&gt;ปี 49&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/2548.html"&gt;ปี 48&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/2547.html"&gt;ปี 47&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;15 มกราคม 2552&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;นำเสนอรายงานวิจัยเพื่อการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ ระยะที่ 1: &lt;b&gt;“การพัฒนาเครื่องมือสำหรับการวางแผนและการกำหนดกลยุทธ์ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”&lt;/b&gt; ภายใต้ชุดโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 14 อาคารเอสเอ็มทาวเวอร์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-3647711633730225965?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/3647711633730225965/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=3647711633730225965' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3647711633730225965'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3647711633730225965'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/01/2552.html' title='กิจกรรม (ปี 2552)'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-8228880906295737372</id><published>2009-10-26T15:49:00.009+07:00</published><updated>2011-07-07T20:09:21.994+07:00</updated><title type='text'>หนังสือ "เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก"</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SuVjNyBmKfI/AAAAAAAAAR0/a7z1i34lKUk/s1600-h/SEinGlobalView-m.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 278px; height: 400px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SuVjNyBmKfI/AAAAAAAAAR0/a7z1i34lKUk/s400/SEinGlobalView-m.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5396828816891324914" /&gt;&lt;/a&gt;ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษ เริ่มต้นจากวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ส่งผลเชื่อมโยงถึงระบบการเงินของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความเสียหายต่อระบบการเงินอย่างรุนแรงได้ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในยุโรป เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ทำให้ต้องหันกลับมาพิจารณาทบทวนกันใหม่ทั้งในประเด็นการลงทุนใช้จ่ายเกินตัวของภาคประชาชน ที่ก่อให้เกิดหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้ ประเด็นความละโมบของภาคธุรกิจที่ต้องการตัวเลขรายได้อย่างไม่พอประมาณและไม่สมเหตุสมผล ก่อให้เกิดการล่มสลายของกิจการ และประเด็นความหละหลวมในการกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ภูมิคุ้มกันในระบบเศรษฐกิจอ่อนแอ เกิดความเสียหายที่มีมูลค่าจำนวนมากมายมหาศาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น มีความเกี่ยวเนื่องกับหลักความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งก็ไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกันอีกคราวหนึ่ง แต่ในครั้งนี้ จะเป็นการกล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง จากปากของนักคิด นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ จำนวน 13 ท่าน ที่ได้แสดงทัศนะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเทียบเคียงกับแนวคิดและมุมมองสากล นำมารวบรวมเป็นหนังสือ &lt;font color="2554C7"&gt;&lt;b&gt;“เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก”&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; (Sufficiency Economy in Global View) นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาที่ประมวลจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 13 ท่านนี้ เป็นผลพวงจากการดำเนินโครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ โดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม และสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นำมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จำนวนอย่างละ 12 ตอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;หน่วยงานที่สนใจพิมพ์เพื่อการเผยแพร่ในนามองค์กร กรุณาติดต่อ&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์&lt;br /&gt;มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์&lt;br /&gt;โทรศัพท์: 0-2930-5227&lt;br /&gt;โทรสาร: 0-2930-5228&lt;br /&gt;อีเมล: info@thaipat.org&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="33%" valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/03/blog-post.html"&gt;&lt;img src="http://bp2.blogger.com/_PRMPT-HLLJ0/RfkQHpPRVyI/AAAAAAAAAAs/D8Yt_L5YF4U/s400/se-book-s.jpg" border="0" alt="เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงอะไร" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="33%" valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/10/blog-post_26.html"&gt;&lt;img src="http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SuVcCdw2UnI/AAAAAAAAARs/9Z0re1fN1YY/s400/SEinGlobalView-s.jpg" border="0" alt="เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก"id="BLOGGER_PHOTO_ID_5396820925892416114" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="33%" valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/blog-post.html"&gt;&lt;img src="http://1.bp.blogspot.com/-cJsXJ6BVIH4/ThWkd65aVoI/AAAAAAAAAms/Nmx2sJR82sk/s320/se-book3s.jpg" border="0" alt="เศรษฐกิจพอเพียงกับการดำเนินธุรกิจ"id="BLOGGER_PHOTO_ID_5626584143402522242" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-8228880906295737372?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/8228880906295737372/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=8228880906295737372' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8228880906295737372'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8228880906295737372'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/10/blog-post_26.html' title='หนังสือ &quot;เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก&quot;'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SuVjNyBmKfI/AAAAAAAAAR0/a7z1i34lKUk/s72-c/SEinGlobalView-m.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-7547803147599946354</id><published>2009-10-26T15:33:00.000+07:00</published><updated>2009-10-26T15:34:20.271+07:00</updated><title type='text'>เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_4922.html"&gt;ความเป็นมา&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_3365.html"&gt;รายนามบุคคลที่สัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/sufficiency-economy-comes-in-when-we.html"&gt;ประมวลบทสัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="100%" valign="bottom"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SPiP1Iwb7II/AAAAAAAAAHI/7RMQr-2H1x4/s1600-h/guru.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SPiP1Iwb7II/AAAAAAAAAHI/7RMQr-2H1x4/s200/guru.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5258110708001533058" /&gt;&lt;/a&gt;สถาบันไทยพัฒน์ และสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยการสนับสนุนของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) และ บจ.โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดบทสัมภาษณ์ &lt;b&gt;“เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก”&lt;/b&gt; เพื่อเผยแพร่มุมมองของนักคิด นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ จำนวน 13 ท่าน ที่มีต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเปรียบเทียบกับแนวคิดและมุมมองสากล&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_30.html"&gt;มิติเศรษฐกิจพอเพียงในทรรศนะโลก&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_27.html"&gt;วันที่โลก (ต้อง) เรียนรู้ ศก.พอเพียง&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/13_27.html"&gt;ดีแทค โตโยต้า และ สกว.จับมือเปิดไอเดีย 13 กูรูเชื่อมั่น ศก.พอเพียงกู้วิกฤต&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/13_24.html"&gt;13 นักคิด ไทยเสนอโลกใช้เศรษฐกิจพอเพียงกู้วิกฤต&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/13.html"&gt;13 กูรูชี้ทางออกโลกใหม่ ยึดศก.พอเพียงแก้วิกฤติ&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_8803.html"&gt;ดีแทคสนับสนุนเปิดขุมปัญญา เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post.html"&gt;เปิดตัวบทสัมภาษณ์ “เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก” หวังสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_22.html"&gt;นักวิชาการเชื่อเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกวิกฤต ศก.โลก&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_4361.html"&gt;ไทยเสนอโลกใช้ ศก.พอเพียงกู้วิกฤติ&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP59OVgC7_I/AAAAAAAAAHQ/AoTkR4z1Aqo/s1600-h/organizer.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP59OVgC7_I/AAAAAAAAAHQ/AoTkR4z1Aqo/s400/organizer.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259779100058513394" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-7547803147599946354?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/7547803147599946354/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=7547803147599946354' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/7547803147599946354'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/7547803147599946354'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SPiP1Iwb7II/AAAAAAAAAHI/7RMQr-2H1x4/s72-c/guru.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-3816063380771416941</id><published>2009-05-14T15:17:00.001+07:00</published><updated>2010-06-14T15:21:17.095+07:00</updated><title type='text'>เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดในทุกวิกฤติ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่า"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นหลักดำเนินชีวิตที่ทันสมัย สามารถประยุกต์ใช้ได้กับคนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร นักธุรกิจ องค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ไปจนถึงระดับประเทศ และเป็นหลักปรัชญาที่ไม่เคยล้าสมัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;width: 245px; height: 250px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/TBXmSaAcs0I/AAAAAAAAAXA/zEYn-sbIbfQ/s400/M3224262.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5482541325286683458" /&gt;คนที่อธิบาย แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างเข้าใจง่ายๆ และดีที่สุด คือ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่กล่าวเสมอๆว่า "พูดครั้งเดียวอาจไม่ค่อยเข้าใจ ต้องฟังไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าใจและปฏิบัติให้จงได้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนมาตลอด 60 ปี จนถึงวันนี้ และใช้ได้กับทุกระดับ หรือแต่ละคนทั่วไปจนถึงระดับชาติ ซึ่งเวลานี้แม้กระทั่งตัวแทนของโลกอย่างสหประชาชาติเอง ก็ประกาศว่า เศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ขจัดความมืดของโลกาภิวัตน์ได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขยายความให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ กระแสทุนนิยมหรือบริโภคนิยมที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ล้วนมีกิเลสเป็นตัวนำ ที่กระตุ้นให้คนบริโภคตลอดเวลาและมากขึ้นเรื่อย ๆ และ กำลังนำโลกไปสู่หายนะ เพราะต้องไปกอบโกยเอาจากธรรมะ ก็คือ ธรรมชาติ ขณะที่โลกมีขนาดเท่าเดิม เมื่อทุกคนกินเข้าไปแล้วก็คายทิ้งออกมาเป็นขยะ ทิ้งกลับไปในธรรมชาติ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า เหมือนปากที่อ้าอยู่ตลอด ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม ใส่อะไรไปก็ไม่เต็ม เหมือนมนุษย์ที่หิวโหยอยู่ทุกวินาที"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่แย่ก็คือ เมื่อทรัพยากรในบ้านหมดก็ไปตีหัวเอาจากบ้านอื่น ที่เกิดขึ้นให้เห็นแล้ว เช่น สงครามพลังงาน ต่อไปจะเป็นสงครามแย่งน้ำ นี่คือสภาพของโลกที่ถูกครอบครองด้วยกิเลสตัณหา และถูกกระตุ้นนี้โดยเราไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินเข้าไปสู่ความตาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพัฒนาประเทศไทยก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก เพราะ คนไทยหลงไปกับกระแสรับความรู้ของโลกมาใช้โดยไม่เข้าใจพื้นฐานของตัวเอง ซึ่งเป็นอันตรายที่ไม่รู้ตัว เริ่มตั้งแต่การนำเข้าความคิดตะวันตกมาช่วยทำแผนพัฒนาประเทศตั้งแต่ปี 2502 สิ่งที่ติดมาด้วยกับความรู้คือค่านิยม ทัศนคติ วิถีชีวิต ที่ถือเอาความร่ำรวยเป็นเป้าหมายหลัก มุ่งความสะดวกสบายส่วนตัวกัน โดยลืมนึกถึงพื้นฐานของตัวเองที่เป็นเกษตรกรรม มุ่งแต่จะไปเป็นอุตสาหกรรมพอเงินไม่มีก็ไปกู้ เทคโนโลยีไม่มีก็ไปซื้อมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร. สุเมธ กล่าวย้ำมาตลอดถึงแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ยึด 3 หลัก คือ ความพอประมาณ สมเหตุสมผล และมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งอยู่ในคติไทยแต่เดิมมาคือ ไม่ทำอะไรเกินตัว ไม่โลภมาก ค่อยๆเติบโตอย่างมั่นคง มีภูมิคุ้มกันความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นแนวทางที่สร้างความร่ำรวยอย่างมีความสุขและยั่งยืน รวมทั้งสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ใช่วิ่งไล่ตามกระแสโลกาภิวัตน์แต่อย่างเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันมี หลายประเทศเริ่มนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้กัน ยืนยันได้จากคำบอกเล่าของกูรูและนักวิชาการจากทั่วโลกหลายท่าน เช่น ศ.ปีเตอร์ บูทรอยด์ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา กล่าวไว้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงในไทยกำลังเป็นตัวอย่างนำร่องของทางเลือกสำหรับการพัฒนาซึ่งในอเมริกาใต้มีคนสนใจแนวคิดนี้มาก และ ดร.วูล์ฟกัง ซัคส์ ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันวุพเพิลทอล ประเทศเยอรมนี ให้มุมมองว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกประเทศในเวลานี้ ขณะที่ ฯพณฯ จิกมี่ ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีประเทศภูฏาน ให้ทรรศนะว่า หัวใจของหลักเศรษฐกิจพอเพียงคือการอยู่ได้ด้วยสิ่งที่มีอยู่อย่างยั่งยืน และไทยจะสร้างโลกใบใหม่จากแนวคิดดังกล่าวนี้ และสุดท้ายหากสำเร็จจะกลายเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้วันนี้จะมีองค์กรไทยจำนวนมากนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ แต่สิ่งสำคัญที่เป็นแกนหลักหรือหัวใจที่ดร. สุเมธ ยังเน้นย้ำอยู่ทุกครั้ง คือ เมื่อเข้าใจ "แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง"แล้วต้องนำไปเป็นหลักในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันของแต่ละคนด้วย ซึ่ง "การที่จะนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้นั้น สิ่งแรกสุดคือต้องชนะใจตัวเองให้ได้ก่อน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-3816063380771416941?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/3816063380771416941/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=3816063380771416941' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3816063380771416941'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3816063380771416941'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดในทุกวิกฤติ'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/TBXmSaAcs0I/AAAAAAAAAXA/zEYn-sbIbfQ/s72-c/M3224262.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-6771635552951842732</id><published>2009-02-09T15:19:00.007+07:00</published><updated>2011-07-07T19:11:25.668+07:00</updated><title type='text'>โครงการ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โครงการวิจัยเพื่อการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ&lt;br /&gt;ระยะที่ 2&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้พัฒนาโครงการวิจัยเพื่อการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ ระยะที่ 2 (2554-2555) โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนารูปแบบการจัดทำรายงานความพอเพียง (Sufficiency Report) ของกิจการ ด้วยการศึกษาเทียบเคียงกับแนวปฏิบัติสากลขององค์กรธุรกิจที่มีการจัดทำรายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ของกิจการ (หรือในบางแห่งก็เรียกว่า CSR Report) ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานที่ได้ทำการเผยแพร่รายงานในลักษณะนี้แล้วเป็นจำนวนกว่าพันแห่งทั่วโลก โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยรายงานความพอเพียงที่เป็นผลผลิตในโครงการสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจที่เป็นรูปธรรม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โครงการเศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ และสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้นำทัศนะของเหล่าบรรดานักคิด นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ จำนวน 13 ท่าน ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่มีต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเทียบเคียงกับแนวคิดและมุมมองสากล มารวบรวมเป็นบทความชุด “เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก” (Sufficiency Economy in Global View) จำนวน 12 ตอน และนำมาเผยแพร่โดยได้รับการสนับสนุนจาก บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) บจ.โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย บมจ.บางจากปิโตรเลียม บจ.แอมเวย์ (ประเทศไทย) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โครงการวิจัยเพื่อการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้พัฒนาโครงการวิจัยเพื่อการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ ระยะที่ 1 (2551) ร่วมกับวิสาหกิจที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทย ซึ่งมีสถานประกอบการอยู่ในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก  จำนวน  4 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเครื่องมือสำหรับการวางแผนและการกำหนดกลยุทธ์ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมีผลพลอยได้จากการวิจัยที่นำไปสู่กรอบการพัฒนาเครื่องมือในการประเมินระดับความเป็นความเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขององค์กรธุรกิจ คือ ตัวแบบวุฒิระดับความพอเพียง หรือ Sufficiency Maturity Level Model ซึ่งสามารถใช้ประเมินองค์กรธุรกิจว่ามีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงมากน้อยเพียงใด และมีกระบวนการพัฒนาเพื่อยกระดับให้สู่ขั้น (stage) ที่สูงขึ้นไปได้อย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โครงการจัดทำแผนที่เดินทางและการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้ร่วมในการดำเนินโครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ กับสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยสาระสำคัญของแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ จังหวะก้าวใน 20  ปี ประเด็นยุทธศาสตร์ 6 ข้อ กลยุทธ์ภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ ตัวอย่างแผนงานสำหรับการก้าวเดินในระยะ 5 ปีแรก ข้อเสนอเบื้องต้นสำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จซึ่งเป็นหลักไมล์ในการเดินทางระยะ 5 ปี และวิธีการแปลงแผนที่เดินทางไปสู่การปฏิบัติ (รายละเอียดเพิ่มเติม: &lt;a href="http://www.seroadmap.org"&gt;www.SEroadmap.org&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โครงการศึกษาวิจัยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเครื่องมือสำหรับการวางแผนในภาคธุรกิจเอกชน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเครื่องมือสำหรับการวางแผนในภาคธุรกิจเอกชน เพื่อให้ได้มาซึ่งกรอบแนวคิดในการจัดทำเครื่องมือทางธุรกิจที่สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อาทิ แผนที่กลยุทธ์พอเพียง (&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/08/sufficiency-strategy-map.html"&gt;Sufficiency Strategy Map&lt;/a&gt;) และผังการจัดวางองค์กรหรือการปรับแนวการดำเนินงานขององค์กรพอเพียง  (&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/08/sufficiency-alignment-map.html"&gt;Sufficiency Alignment Map&lt;/a&gt;) ซึ่งได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยประกอบการจัดทำรายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย ปี 2550 ของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือและเครือข่ายสนับสนุนการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้ริเริ่มโครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือและเครือข่ายสนับสนุนการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคเมือง โดยมีเครื่องมือการเรียนรู้ที่สำคัญ ได้แก่ &lt;a href="http://www.kaemling.com"&gt;&lt;b&gt;บัญชีแก้มลิง&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; เพื่อการชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและแปลงกลับมาเป็นเงินออม บัญชีนี้มีความแตกต่างจากบัญชีครัวเรือน ตรงที่บัญชีแก้มลิงจะเน้นการบันทึกและบริหารเฉพาะฝั่งรายจ่าย (เพราะปัญหาหนี้สินส่วนใหญ่ เกิดจากการขาดวินัยในการใช้จ่าย) ขณะที่บัญชีครัวเรือนจะมีการบันทึกและบริหารทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ส่วนเครือข่ายการเรียนรู้ที่ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงที่สำคัญ ได้แก่ &lt;a href="http://www.mosociety.com"&gt;&lt;b&gt;สังคมพอประมาณ&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; (&lt;b&gt;MO&lt;/b&gt;deration &lt;b&gt;SO&lt;/b&gt;ciety) หรือ “โมโซไซตี้” ที่เขียนเป็นคำย่อว่า “โมโซ” ที่มุ่งให้สมาชิกมีวิถีปฏิบัติอยู่ในแนวทางสายกลาง ไม่สุดขั้วไปทางด้านใดด้านหนึ่งตามกลุ่มที่เรียกว่า “ไฮโซ” หรือ “โลโซ” เป็นทางเลือกท่ามกลางกระแสบริโภคนิยม สำหรับผู้ที่ต้องการปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยคติพจน์ &lt;b&gt;"เน้นสติ เหนือสตางค์"&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;โครงการศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่ม องค์กร พื้นที่ ที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;สถาบันไทยพัฒน์ ได้ดำเนินโครงการศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่ม องค์กร พื้นที่ ที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต ในระยะที่ 1 (2547) และระยะที่ 2 (2548-2550) เพื่อรวบรวมข้อมูลโครงการที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากทุกภาคส่วน จัดทำเป็นฐานข้อมูลกลุ่ม องค์กร พื้นที่ ที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ทาง &lt;a href="http://www.sedb.org"&gt;www.sedb.org&lt;/a&gt; เว็บไซต์นี้เป็นแหล่งรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ในคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา วิจัย ค้นคว้า และการเรียนรู้เพื่อต่อยอดให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในวงกว้าง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-6771635552951842732?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/6771635552951842732/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=6771635552951842732' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/6771635552951842732'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/6771635552951842732'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='โครงการ'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-7885367525072030525</id><published>2009-01-26T18:05:00.005+07:00</published><updated>2011-07-07T18:58:05.833+07:00</updated><title type='text'>กิจกรรม (ปี 2551)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/blog-post.html"&gt;ปี 54&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/2553_07.html"&gt;ปี 53&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/01/2552.html"&gt;ปี 52&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ปี 51&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/2550.html"&gt;ปี 50&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2549.html"&gt;ปี 49&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/2548.html"&gt;ปี 48&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/2547.html"&gt;ปี 47&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;21 ตุลาคม 2551&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SPiP1Iwb7II/AAAAAAAAAHI/7RMQr-2H1x4/s1600-h/guru.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SPiP1Iwb7II/AAAAAAAAAHI/7RMQr-2H1x4/s200/guru.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5258110708001533058" /&gt;&lt;/a&gt;สถาบันไทยพัฒน์ และสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย จัดแถลงข่าวเปิดบทสัมภาษณ์ &lt;b&gt;“เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก”&lt;/b&gt; (Sufficiency Economy in Global View) โดยการสนับสนุนของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) และ บจ. โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ณ ห้องประชุม Lotus Suite 9 ชั้น 22 ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ (&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_9331.html"&gt;รายละเอียด&lt;/a&gt;)&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;15 สิงหาคม 2551&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"การประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน"&lt;/b&gt; ณ โรงเรียนจิตรลดาสายอาชีพ อาคาร 611 สนามเสือป่า กรุงเทพมหานคร&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;14 สิงหาคม 2551&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"Buddhism and Economics"&lt;/b&gt; ภายใต้วิชา Buddhism and Modern Science ในหลักสูตร International Master's Degree Programme (IMAP) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;12 กรกฎาคม 2551&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"การประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารจัดการขั้นสูง"&lt;/b&gt; ในหลักสูตร การพัฒนานักบริหารยุคใหม่วิสัยทัศน์ไกล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล  ณ โรงแรมริชมอนด์ ถนนรัตนาธิเบศร์ นนทบุรี&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;3 กรกฎาคม 2551&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ"&lt;/b&gt; ในการสัมมนาเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง: ทางเลือกใหม่ของภาคธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืน จัดโดยหอการค้าไทย ร่วมกับ หอการค้าจังหวัดขอนแก่น ณ ห้องภูผาม่าน โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล จ.ขอนแก่น&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;30 มีนาคม 2551&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"เศรษฐกิจพอเพียงกับนักบริหารแบบ CSR"&lt;/b&gt; ในหลักสูตร นักบริหารน้ำบาดาลระดับกลาง กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดโดยสถาบันพัฒนานโยบายและการจัดการ คณะรัฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ โรงแรมริชมอนด์ ถนนรัตนาธิเบศร์ นนทบุรี&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;13 มีนาคม 2551&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"Principles and essence of Buddhism and Sufficiency Economy"&lt;/b&gt; ภายใต้วิชา Sufficiency Economy and Buddhist Economics ในหลักสูตร Bachelor of Arts in Economics (International Program) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;23 กุมภาพันธ์ 2551&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"Case studies of Sufficiency Economy in the real world"&lt;/b&gt; ภายใต้วิชา Sufficiency Economy and Buddhist Economics ในหลักสูตร Bachelor of Arts in Economics (International Program) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-7885367525072030525?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/7885367525072030525/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=7885367525072030525' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/7885367525072030525'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/7885367525072030525'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/01/2551.html' title='กิจกรรม (ปี 2551)'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SPiP1Iwb7II/AAAAAAAAAHI/7RMQr-2H1x4/s72-c/guru.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-4330928610867249829</id><published>2008-10-30T19:49:00.001+07:00</published><updated>2008-10-30T19:51:02.293+07:00</updated><title type='text'>มิติเศรษฐกิจพอเพียงในทรรศนะโลก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคมและสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ดีแทค และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดบทสัมภาษณ์ 13 กูรูนักคิด นักวิชาการและบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ เกี่ยวกับแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการเปรียบเทียบกับระบบเศรษฐกิจอื่นๆ ที่มีในโลก เช่น เศรษฐกิจสีเขียว(Green Economy)ในออสเตรเลีย เศรษฐกิจสมานฉันท์(Solicarity Economy)ในบราซิล เศรษฐกิจแบบคานธี(Gandhian Economics) รวมถึงมีการแลกเปลี่ยน มุมมองในระดับสากลกันเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมุมมองของกูรูทั้ง 13 คน ประกอบด้วยดร.วูล์ฟกัง ซัคส์ ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันวุพเพิลทอล ประเทศเยอรมนี มองว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกประเทศในเวลานี้ ขณะที่ ศ.ดร.ฟรานซ์ ธีโอกอตวอลล์ ผู้อำนวยการมูลนิธิซไวเฟิร์ท เพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มองเศรษฐกิจพอเพียงว่ามีรากฐานมาจากพุทธธรรม ที่จะทำให้เกิดการปล่อยวางและเป็นสุข &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านศ.ดร. อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดีย ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2541 ให้ความเห็นว่า เป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและโอกาสพอเพียงในการมีชีวิตที่ดี ส่วนฯพณฯ จิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีประเทศภูฏาน ให้ทรรศนะว่า หัวใจของหลักเศรษฐกิจพอเพียงคือการอยู่ได้ด้วยสิ่งที่มีอยู่อย่างยั่งยืน และไทยจะสร้างโลกใบใหม่จากแนวคิดดังกล่าวนี้ และสุดท้ายหากสำเร็จจะกลายเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศ.ดร. ปีเตอร์ วอรร์ ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ ประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ มองเศรษฐกิจพอเพียงใน 2 เรื่องหลักรวมกันอยู่ คือ ความต้องการในปัจจัยใช้สอยตามที่เป็นจริง ไม่ใช่สิ่งเกินจำเป็น และการไม่สร้างความเสี่ยงเกินกำลังที่ตัวเองจะรับได้ สำหรับดร. ดอจี คินเลย์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวภูฏาน ประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เชื่อว่าความสุขมวลรวมประชาชาติ และเศรษฐกิจพอเพียง มีความคล้ายกันในจุดที่เน้นเรื่องการให้ความเคารพต่อธรรมชาติและระบบนิเวศ และไม่ไปไกลเกินขีดความสามารถของทรัพยากรที่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร. ทาริก บานุรี ผู้อำนวยการหลักสูตรความยั่งยืนแห่งอนาคต สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม สวีเดน เชื่อว่าสิ่งที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้คือ การรับรู้เรื่องความยุติธรรม ซึ่งปรากฏอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงด้วยเช่นกัน ด้าน เฟอร์นันโด ไคลแมน เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจสมานฉันท์แห่งชาติ ประเทศบราซิล เชื่อว่าแนวทางสมานฉันท์ไม่ต่างจากเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ศ.ปีเตอร์ บูทรอยด์ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย แคนาดา ชี้ว่า เศรษฐกิจพอเพียงในไทยกำลังเป็นตัวอย่างนำร่องของทางเลือกสำหรับการพัฒนาซึ่งในอเมริกาใต้มีคนสนใจแนวคิดนี้มาก ส่วน ศ. ปีเตอร์ คัลกิ้น ผู้อำนวยการหลักสูตรนานาชาติ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่าการจะนำแนวคิดนี้มาปรับเป็นแนวทางในการปฏิบัติไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนใด ต้องสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร. ฟาสติโน คอร์โดโซ และโยฮันเนส อัสโบโก้ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติติมอร์ตะวันออก กำลังนำเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในประเทศ และศ.ดร. วิมาลา วีระรัควาน ผู้อำนวยการสถาบันอมิตี้แห่งพฤติกรรมสุขภาพและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ประเทศอินเดีย มองว่า โลกกำลังอยู่ในยุคของระบบทุนนิยม แต่เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นทางออกของยุคนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเปิดบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ย้ำว่า ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นความล่มสลายของระบบทุนนิยม และการหาจุดเริ่มต้น "แนวทางใหม่" ที่กูรูส่วนใหญ่เชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นแนวทางใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทสัมภาษณ์ดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำโครงการแผนที่เดินทาง(Roadmap) เศรษฐกิจพอเพียง ที่ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ต้องการถกเถียงในเวทีโลกว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน เพราะวันนี้วิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ทำให้ระบบทุนนิยมสหรัฐฯ ก้าวมาถึงทางตันแล้ว "เราเชื่อว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางแก้ปัญหาโลกได้" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับ ดร. อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการ สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม กล่าวถึงเหตุผลที่สหรัฐฯมาถึงทางตันเป็นเพราะวิธีคิด ที่เกิดจากความโลภทั้งระบบและสถาบัน โดยเชื่อว่าการมีเงินมากๆเป็นความดี และความสุขของมนุษย์ยิ่งได้มากยิ่งดี ทำให้มองหาทางออกไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนหลักเศรษฐกิจพอเพียง ยึดที่ความพอดี ถ้าคนรู้จักพอเพียงและใช้ให้พอดี เอาส่วนที่เหลือไปให้คนอื่นจะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข "สหรัฐฯและยุโรป ไม่เข้าใจธรรมชาติและพยายามฝืนธรรมชาติ แต่ Oriental Wisdom หรือวิถีเอเชีย อยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุลและใช้อย่างพอเพียง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ดร.อภิชัย มองว่า ทุกคนมีส่วนนำประเทศไทยไปสู่ความเสียหาย การเอาชนะกันเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นสุดท้ายจะมีแต่ล่มจม จะต้องหันมาคิดถึงความยั่งยืนของประเทศเป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=M3223702&amp;issue=2370" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-4330928610867249829?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/4330928610867249829/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=4330928610867249829' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/4330928610867249829'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/4330928610867249829'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_30.html' title='มิติเศรษฐกิจพอเพียงในทรรศนะโลก'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-6176375776466044938</id><published>2008-10-27T18:50:00.003+07:00</published><updated>2008-10-30T20:11:24.489+07:00</updated><title type='text'>ดีแทค โตโยต้า และ สกว.จับมือเปิดไอเดีย 13 กูรูเชื่อมั่น ศก.พอเพียงกู้วิกฤต</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;บริษัท ดีแทคและโตโยต้า ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย เผยแพร่ "เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก" ที่ไทยยื่นข้อเสนอให้โลกเศรษฐกิจพอเพียงแก้วิกฤติ 13 โดยนักคิดระดับโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิชาการและเอกชนไทยมั่นใจเศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ ด้านนายกฯ ภูฏานหนุน ถ้าทำได้ ไทยคือผู้นำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และ บจ. โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม และสถาบันไทยพัฒน์ จัดแถลงข่าว เปิดบทสัมภาษณ์ "เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก" ซึ่งเป็นผลจากการที่โครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ โดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคมและสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. ได้สัมภาษณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับนักคิด นักวิชา?การ ?และบุคคลที่มีชื่อ?เสียงระดับโลกจำนวน 13 คน โดยมี ดีแทค และ โตโยต้า สนับสนุนการเผยแพร่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการสัมภาษณ์นักคิด นักวิชาการ และผู้มีชื่อเสียงระดับโลกถึง 13 คน และรวบรวมเป็นบทความไว้ที่เดียวกันจำนวน 12 บทความ เป็นการยื่นข้อเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่โลก เช่น ศ.ดร. วูล์ฟกัง ซัคส์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมคนสำคัญของเยอรมนี ให้ความสนใจการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมาก และมองว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกประเทศในเวลานี้ อีกทั้งมีแนวคิดผลักดันเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่รู้จักในเยอรมนี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมี ศ.ดร.อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดียเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1998 ซึ่งมองว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไม่ต้อง?การ แต่ต้องรู้จักใชข้ชีวิตให้ดีพอ อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องของรายได้และความร่ำราวย แต่ให้มองที่คุณค่าของชีวิตมนุษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ ฯพณฯ จิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน ได้ให้ทัศนะว่า หากประเทศไทยกำหนดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวาระระดับชาติ และดำเนินตามแนวทางนี้อย่างจริงจัง หากไทยจะสามารถสร้างโลกใบใหม่จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชีวิตที่ยั่งยืน และสุดท้ายจะไม่หยุดเพียงแค่ในประเทศแต่จะเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลก ซึ่งหากทำได้สำเร็จไทยก็คือผู้นำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์และผู้นำระดับโลกพบแล้วว่า ความรู้และอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้วได้เป็นพลังขับ เคลื่อนโลกเมื่อศตวรรษที่แล้ว และถึงขณะนี้เราเห็นแล้วว่า โลกเกิดความไม่สมดุลอย่างรุนแรง แสดงว่าความรู้ไม่สมบูรณ์ และเทคโนโลยีที่อุตสาหกรรมใช้ก็สร้างการบริโภคพลังงานมากจนเกิด ความไม่สมดุล เกิดปัญหาโลกร้อน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ความไม่สมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงมีคำถามว่า เมื่อขึ้นศตวรรษใหม่ ความรู้อะไร วิธีคิดแบบไหน ที่จะทำให้โลกอยู่รอด?ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าวอีกว่า ประเทศไทยโชคดีมากด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้ทรงสร้างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น และบอกด้วยว่า ต้องมุ่งเข้าหาความพอประมาณ มีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกันเป้าหมายนี้ยังเป็นทั้งวิธีการ และวิธีคิดด้วย แล้วเราต้องคิดต่อว่า จะทำอย่างไร เราต้องการการถกเถียงในระดับโลกเพื่อตกผลึกว่า วิธีคิดแบบไหน ความรู้แบบไหน ที่จะผลักดันความก้าวหน้าของโลกศตวรรษใหม่ เพราะโลกมาถึงทางตันแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เราสนับสนุนงานด้านเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความเชื่อที่ยืนยันได้ว่า น่าจะเป็นคำตอบของโลก ถ้าจนแต้มแล้วเขาจะเห็นว่า ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน แนวคิดเรื่องภูมิคุ้มกันความพอประมาณความสมดุลต้องเกิดขึ้นแน่ สกว.และคณะวิจัยเชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ และคงมีการยืนยันมากขึ้นเรื่อยๆ" รอง ผอ. สกว. กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (บชท.) กล่าวว่า วิกฤตทุกครั้งมีพื้นฐานมาจากความโลภ เพราะระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและวิชาเศรษฐศาสตร์สอนให้มนุษย์แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุด และการผลิตเป็นสิ่งที่ดีเพราะก่อให้เกิดรายได้ แต่สิ่งที่ไม่ได้สอนคือ ยิ่งผลิตมากยิ่งก่อให้เกิดของเสียมาก และยิ่งผลาญทรัพยากรในอัตราเร่งมากขึ้น พร้อมกับย้ำว่า แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงต้องเน้นที่ความพอเพียงกับคุณธรรมอันประกอบ ด้วย ความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน ซึ่งเป็นสองสิ่งที่สำคัญ แต่คนไม่ค่อยพูด?ถึง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พีระพงษ์ กลิ่นละออ ผู้อำนวยการสำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ดีแทคได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยนำเทคโนโลยีการสื่อสารเข้าสู่ชุมชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การให้บริการทางด่วนข้อมูลการเกษตร ผ่านบริการ *1677 ซึ่งให้ข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวด้านการเกษตรทาง SMS ฟรีทุกวัน และให้เกษตรสอบถามข้อมูลหรือฝากถามปัญหาไปยังปราชญ์ชาวบ้านได้ทั่วทุก ภูมิภาค พร้อมกับรวบรวมรู้เผยแพร่ทางเว็บไซต์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.telecomjournal.net/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=1170&amp;Itemid=34" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-6176375776466044938?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/6176375776466044938/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=6176375776466044938' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/6176375776466044938'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/6176375776466044938'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/13_27.html' title='ดีแทค โตโยต้า และ สกว.จับมือเปิดไอเดีย 13 กูรูเชื่อมั่น ศก.พอเพียงกู้วิกฤต'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-3052445252130322631</id><published>2008-10-27T11:30:00.000+07:00</published><updated>2008-10-27T11:31:15.959+07:00</updated><title type='text'>วันที่โลก (ต้อง) เรียนรู้ ศก.พอเพียง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะด้วยวิกฤตซับไพรมในสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลต่อตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยจนทางการสหรัฐต้องยื่นมือเข้ามาแก้ไข เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเลห์แมน บราเธอร์สก็ประกาศล้มละลายหลังจากที่เมอร์ริล ลินช์ขายกิจการให้แก่ธนาคารอเมริกา หรือกรณีของเอไอจีประสบกับวิกฤตการเงินอย่างร้ายแรง ลุกลามไปยังตลาดการเงินทั่วโลกจนรัฐบาลในหลายประเทศต้องออกมาสร้างความเชื่อมั่นด้วยการรับประกันเงินฝากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อทั่วโลกมีภาวะปั่นป่วนทางเรื่องเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้หลายประเทศกำลังมีการตั้งวงคุยเพื่อหาทางออกในประเด็นต่างๆ ที่จะว่าไปแล้วล้วนอยู่ในหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงของเราพยายามสื่อสารให้คนไทยรับรู้มากว่า 40 ปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คาดว่าการรับรู้แรกมาจากเมื่อต้นปี 2550 ทางสหประชาชาติได้มีการจัดทำรายงานการพัฒนาคนกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยหยิบยกเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นประเด็นหลักและเผยแพร่รายงานนี้ไป ทั่วโลกกว่า 140 ประเทศ หมายความว่า คนที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทราบข้อมูลข่าวสารผ่านรายงานฉบับนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกำลังเป็นทางออกหนึ่งที่ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจ ดร.อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (บชท.) ร่วมกับ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) และ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ จึงออกเดินทางสัมภาษณ์นักคิดนักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศจำนวน 13 ท่าน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับแนวคิดและมุมมองสากลเพื่อเชื่อมเครือข่ายต่อในการที่จะนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนอกเหนือจากการทำให้เป็นที่รู้จักแล้วยังเกิดการทำงานร่วมกันที่จะค้นหา จุดร่วมบางอย่างที่จะช่วยในการพัฒนาประเทศได้ โดยได้พันธมิตรอย่าง บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) และ บจ.โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ช่วยเผยแพร่ต่อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ที่ผ่านมามีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาพอสมควร และมีการตื่นตัวในเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นการสะท้อนจากมุมมองของนักวิชาการ นักคิดของไทย คราวนี้เรามามองสลับโดยการออกสัมภาษณ์นักวิชาการต่างชาติ ก็จะพบว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางเลือกหนึ่งในหลายๆ ทางที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะเห็นแล้วว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นแบบสุดขั้วตามระบบทุนนิยมของสหรัฐอเมริกาเดินไปสู่จุดที่ตีบตัน การได้ทราบข้อคิดเห็นของนักวิชาการทั้ง 13 ท่านส่วนใหญ่มีโอกาสเข้ามาทำงานและการวิจัยในเมืองไทยและรู้จักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพอสมควรร่วมสะท้อนเศรษฐกิจพอเพียงในทรรศนะโลก (sufficiency economy in global view) ด้วยการนำประสบการณ์ในแต่ละด้าน หลักการทฤษฎีและความรู้ที่มีอยู่มาผนวกกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะทำให้ทราบทิศทางของโลกว่าเกิดการสร้างเครือข่ายและพัฒนาไปพร้อมๆ กัน" ดร.พิพัฒน์กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากกลับมาทั้ง 3 ท่านได้หยิบยกเอาบางทรรศนะมาสะท้อนได้อย่างน่าสนใจ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศเยอรมนี ศ.ดร.วูล์ฟกัง ซักส์ เห็นว่า เศรษฐกิจพอเพียงมีส่วนเชื่อมกับสิ่งแวดล้อมตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ไม่ได้บอกให้ทิ้งเทคโนโลยีแต่ให้เลือกที่ความเหมาะสมและเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับงาน เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกประเทศในเวลานี้ ทิศทางเดียวกับ ศ.ดร.ปีเตอร์ วอร์ อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ที่เปรียบเทียบเศรษฐกิจพอเพียงกับเศรษฐศาสตร์สีเขียว และเชื่อว่าการใช้ทรัพยากรแบบไม่เบียดเบียนและการมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงจะเป็นหนทางสู่ความสุขแท้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะโลกไม่สามารถตอบสนองต่อการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีขีดจำกัด ด้านนักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย ศ.ดร.อมาตยา เซน ให้ความสำคัญกับศักยภาพของคน เป็นหลัก ไม่ได้มองว่าคนทรัพยากรในปัจจัยการผลิตทางเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องจักรในการสร้างรายได้อย่างเดียว แต่การทำงานต้องมีเรื่องจิตวิญญาณและเพิ่ม ความสุขให้ด้วย ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและ ใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ถ้าเราไม่ได้มองเพียงชื่อเศรษฐกิจพอเพียง จะพบเลยว่าจุดร่วมของเศรษฐศาสตร์สาขาต่างๆ ที่เรียกว่า Aternative economic จะมีอะไรคล้ายๆ กัน คือต้องคำนึงถึงคนเป็นหลัก เอาคนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่มองเพียงทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นคนที่มีแรงงานและแรงใจ การให้ความสำคัญกับเรื่องจิตวิญญาณ และให้ความสำคัญที่จะทำให้การผลิตสินค้าที่เป็นปัจจัยหลักในวงจรธุรกิจมีการคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่เป็นการเน้นเรื่องการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวเป็นการฝากต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาไม่มีใครออกมาเรียกร้องได้นอกจากภาคสังคม แต่วันนี้ธรรมชาติกลับมาเรียกร้องด้วยตัวมันเอง อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ หรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจทางเลือกแบบนี้จะทำให้แต่ละประเทศเห็นจุดร่วมที่จะเดินไปด้วยกัน เพียงแต่อาจจะไม่ได้ใช้คำเรียกเดียวกัน เพียงแต่เนื้อหาสาระก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างใกล้ชิด"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับ ดร.ทาริก บานุรี ผู้อำนวยการหลักสูตรความยั่งยืนแห่งอนาคต สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ว่าทำไมถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ทั้งที่เศรษฐกิจพอเพียงมีความเกี่ยวโยงกับหลายสิ่งและเชื่อมโยงความหลากหลายของมิติปัญหาและสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องนำเสนอโลกาภิวัตน์ในรูปแบบใหม่ต่อมนุษยชาติ ซึ่งก็คือแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ประเทศภูฏาน ดร.ดอจี คินเลย์ นักเศรษฐศาสตร์ ประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ให้ความเห็นว่า เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะก่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจึงมาได้ถูกเวลา ในขณะที่ ฯพณฯ จิกมี่ ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน บุคคลสำคัญที่ริเริ่มแนวปรัชญาบริหารประเทศ โดยใช้ "ความสุข" ของประชากรเป็นตัวชี้วัดความเจริญก้าวหน้าของประเทศบอกว่า หัวใจของหลักเศรษฐกิจพอเพียงคือการอยู่ได้ด้วยสิ่งที่มีอยู่อย่างยั่งยืน หลายประเทศที่สังคมพัฒนารุดหน้าไปไกล ร่ำรวยในทางวัตถุและทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันกลับยากจนทางจิตใจ จึงต้องพัฒนาทั้ง 2 ส่วนนี้ไปด้วยกัน ซึ่งไทยเองจะสามารถสร้างโลกใบใหม่จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชีวิตที่ยั่งยืน และสุดท้ายจะไม่หยุดเพียงแค่ในประเทศแต่จะเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลกซึ่งหากทำได้สำเร็จ ไทยก็คือผู้นำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทวีปอเมริกาใต้มีผู้สนใจแนวความคิดนี้มาก เนื่องจากไปสอดคล้องกับแนวคิดของเศรษฐกิจสมานฉันท์ นักวิชาการในยุโรปและอเมริกาเหนือต่างเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงเกี่ยวพันและพัฒนามาจากพุทธเศรษฐศาสตร์ที่ อี. เอฟ. ชูมาเกอร์ ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาตมะ คานธี กล่าวถึงเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ปลดแอกประเทศอินเดียจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และความคิดส่วนหนึ่งของเขาก็ได้กลายมาเป็นต้นแบบของระบบเศรษฐกิจแบบคานธี (Gandhian economics) ในเวลาต่อมาศาสตราจารย์ปีเตอร์ บูทรอยด์ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา จึงเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศไทยกำลังเป็นตัวอย่างนำร่องของทางเลือกสำหรับการพัฒนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.ฟาสติโน คอร์โดโซ และอาจารย์ โยฮันเนส อัสโบโก้ 2 นักวิชาการ มหาวิทยาลัยแห่งชาติติมอร์-เลสเต ได้ศึกษาและนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้กับสังคมชาวติมอร์-เลสเต (หรือติมอร์ตะวันออกเดิม) เคยนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปขับเคลื่อนในหมู่บ้าน มีการร่วมมือกันและมีการตั้งกลุ่มสหกรณ์ ออมทรัพย์โดยใช้กรณีศึกษาที่มาจากเมืองไทย ผ่านไป 4 ปีกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงยังคงดำรงอยู่และมีกิจกรรมต่างๆ ที่มีความก้าวหน้าพอสมควร ขณะที่สมาชิกมีจำนวนมากขึ้นหลังจากที่เห็นผลจากการทำงานของกลุ่มดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับในแถบละตินอเมริกา ดร.อภิชัยเล่าว่า ในแถบนี้มีการนำคนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของทรัพยากรในสถานประกอบการเพื่อให้เกิดการกระจายความมั่งคั่ง ลงไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แนวคิดนี้คล้ายคลึงกับเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกันแบบสหกรณ์ วันนี้คนที่ ส่งเสริมเศรษฐกิจในละตินอเมริกาเริ่มมองเห็นแล้วว่าถ้าเราใช้ระบบทุนนิยม เกิดการบริโภคมากเกินไปจะก่อให้เกิดผลกระทบ กับสิ่งแวดล้อม เขาจึงมาศึกษาแนวของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงของนักวิชาการ ซึ่งอาจจะไม่เป็นที่รับรู้มากนักในวงกว้างแต่ก็จะเกิดการเชื่อมโยงกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างศาสตราจารย์ปีเตอร์ คัลกิ้น อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยลาวาล ประเทศ แคนาดา ที่ทำงานอยู่กับเครือข่ายมหาวิทยาลัยสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับแนวการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และร่วมพัฒนาหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก รวมถึงชวนนักศึกษาจากประเทศต่างๆ มาเรียนและทำกรณีศึกษาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงปีละ 25 เคส ซึ่งประเทศไทยจะนำไป ต่อยอดในอนาคต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่แค่เพียงนักวิชาการเท่านั้น นักธุรกิจก็เริ่มตื่นตัว ดร.สีลาภรณ์เล่าให้ฟังว่า จากการได้ไปประชุมผู้บริหารของบริษัทฮิตาชิที่ประเทศญี่ปุ่น มีการพูดในที่ประชุมเลยว่า ถึงเวลาแล้วที่โลกจะต้องมีแนวทางใหม่ในการพัฒนา ไม่เช่นนั้นปัญหาจะไม่สามารถแก้ไขได้ จึงผลักดันให้ที่ประชุมหาวิธีที่จะมาแก้ไข ซึ่งก็เป็นแนวของเศรษฐกิจพอเพียง จากสัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนักวิชาการ แต่ภาคธุรกิจ ภาคสังคมก็เห็นแล้วว่าการเดินตามกระแสทุนนิยมไปต่อไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"วันนี้เราไม่ได้คุยคนเดียวลำพัง แต่ตอนนี้ทั่วโลกกำลังพูดถึงหลักการทฤษฎีที่อยู่ในศตวรรษที่แล้ว บางทีอาจจะใช้ไม่ได้กับสภาวการณ์ในตอนนี้อีกต่อไป ต้องมาหาหลักการแนวใหม่เข้ามา ถ้ามองในแง่องค์ประกอบของเศรษฐกิจพอเพียงในเงื่อนไขคุณธรรมไม่ได้ใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้ในการเมืองได้ เพียงแต่เราไม่ได้ฉุกคิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงมันแตะทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ถ้าเรารู้จักหยิบมาใช้แก้ปัญหา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตอนนี้นับเป็นรอยต่อสำคัญที่หลายประเทศต้องเร่งแก้ไข แต่จะนำไปใช้อย่างไร รวดเร็วแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเนื้อหาใจความตามแต่ละประเทศเสนอ ซึ่งแน่นอนว่ามีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหัวใจสำคัญ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม การที่ไทยได้เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงก่อนประเทศอื่นอาจจะไม่ทำให้มีแต้มต่อมากนักหากคนไทยได้แต่รักษาแต่ไม่ศึกษาหรือนำไปประยุกต์ใช้ การเดินหน้าเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงต่อไปจะต้องเปลี่ยนจากการรักษาเป็นศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02spe02271051&amp;day=2008-10-27&amp;sectionid=0223" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-3052445252130322631?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/3052445252130322631/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=3052445252130322631' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3052445252130322631'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3052445252130322631'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_27.html' title='วันที่โลก (ต้อง) เรียนรู้ ศก.พอเพียง'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-4050467334291770814</id><published>2008-10-24T13:50:00.000+07:00</published><updated>2008-10-24T13:51:38.250+07:00</updated><title type='text'>13 นักคิด ไทยเสนอโลกใช้เศรษฐกิจพอเพียงกู้วิกฤต</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ในภาวะเศรษฐกิจวิกฤตไปทั่วโลก ประเทศไทยก็มีข้อเสนอในการใช้ "เศรษฐกิจพอเพียง" แก้วิกฤต โดย 13 นักคิดระดับโลกเห็นด้วย ประเด็นนี้ ดีแทคและโตโยต้าร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม และสถาบันไทยพัฒน์ จัดงานเปิดบทสัมภาษณ์ "เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก" ซึ่งเป็นผลจากการที่โครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่มีการสัมภาษณ์นักคิด นักวิชาการ และผู้มีชื่อเสียงระดับโลกถึง 13 คน และรวบรวมเป็นบทความไว้ที่เดียวกัน จำนวน 12 บทความ เป็นการยื่นข้อเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่โลก เช่น ศ.ดร.วูล์ฟกัง ซัคส์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมคนสำคัญของประเทศเยอรมนี สนใจการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมาก และมองว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกชาติในเวลานี้ ทั้งมีแนวคิดผลักดันเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่รู้จักในเยอรมนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมถึง ศ.ดร.อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1998 มองว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไม่ต้องการ แต่ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ดีพอ อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องของรายได้และความร่ำรวย แต่ให้มองที่คุณค่าของชีวิตมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านนายจิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน ให้ทรรศนะว่า หากประเทศไทยกำหนดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวาระระดับชาติ และดำเนินตามแนวทางนี้อย่างจริงจัง "ผมว่าประเทศไทยสามารถสร้างโลกใบใหม่จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชีวิตที่ยั่งยืน และสุดท้ายจะไม่หยุดเพียงแค่ในประเทศ แต่จะเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลก ซึ่งหากทำได้สำเร็จ ไทยก็คือผู้นำ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีมากด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงสร้างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น และบอกด้วยว่า ต้องมุ่งเข้าหาความพอประมาณ มีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกัน เป้าหมายนี้ยังเป็นทั้งวิธีการ และวิธีคิดด้วย แล้วเราต้องคิดต่อว่า จะทำอย่างไร เราต้องการการถกเถียงในระดับโลกเพื่อตกผลึกว่า วิธีคิดแบบไหน ความรู้แบบไหน ที่จะผลักดันความก้าวหน้าของโลกศตวรรษใหม่ เพราะโลกมาถึงทางตันแล้ว ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ และคงมีการยืนยันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอ่านบทสัมภาษณ์นักคิดทั้ง 13 คน ที่เว็บไซต์ www.trf.or.th&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ "แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง" เน้นที่ความพอเพียงกับคุณธรรมอันประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน ซึ่งเป็นสองสิ่งที่สำคัญ แต่คนไม่ค่อยพูดถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe01241051&amp;sectionid=0147&amp;day=2008-10-24" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-4050467334291770814?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/4050467334291770814/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=4050467334291770814' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/4050467334291770814'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/4050467334291770814'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/13_24.html' title='13 นักคิด ไทยเสนอโลกใช้เศรษฐกิจพอเพียงกู้วิกฤต'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-9106440601825049325</id><published>2008-10-22T17:06:00.001+07:00</published><updated>2008-10-22T17:06:54.590+07:00</updated><title type='text'>กำหนดการแถลงข่าว เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก</title><content type='html'>&lt;span&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP59OVgC7_I/AAAAAAAAAHQ/AoTkR4z1Aqo/s400/organizer.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259779100058513394" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;กำหนดการแถลงข่าวเปิดบทสัมภาษณ์ &lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;b&gt;“เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;โดย ดีแทค โตโยต้า ร่วมกับ สกว. &lt;br /&gt;สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม และสถาบันไทยพัฒน์&lt;br /&gt;มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  &lt;br /&gt;&lt;b&gt;วันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2551 เวลา 9.30 - 11.30 น.&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ณ ห้องประชุม Lotus Suite 9 ชั้น 22&lt;br /&gt;ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์&lt;br /&gt;เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="5" width="100%" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="25%" valign="top"&gt;09.30 - 10.00 น.&lt;/td&gt;&lt;td width="75%" valign="top"&gt;ลงทะเบียนและรับเอกสาร&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="25%" valign="top"&gt;10.00 - 10. 15 น.&lt;/td&gt;&lt;td width="75%" valign="top"&gt;กล่าวต้อนรับและชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ โดย&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการ สถาบันไทยพัฒน์&lt;br /&gt;มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="25%" valign="top"&gt;10.15 - 10.30 น.&lt;/td&gt;&lt;td width="75%" valign="top"&gt;&lt;span style="font-size:90%;"&gt;กล่าวถึงที่มาและบทบาทของ สกว. ในการสนับสนุนโครงการ โดย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;รองผู้อำนวยการ&lt;br /&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="25%" valign="top"&gt;10.30 - 11.00 น.&lt;/td&gt;&lt;td width="75%" valign="top"&gt;เปิดบทสัมภาษณ์ “เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก” โดย&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ดร.อภิชัย พันธเสน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการ สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม&lt;br /&gt;มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="25%" valign="top"&gt;11.00 - 11.15 น.&lt;/td&gt;&lt;td width="75%" valign="top"&gt;กล่าวถึงการปรับตัว พร้อมกรณีศึกษาในธุรกิจ โดย&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คุณพีระพงษ์  กลิ่นละออ&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด&lt;br /&gt;บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค)&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="25%" valign="top"&gt;11.15 - 11.30 น.&lt;/td&gt;&lt;td width="75%" valign="top"&gt;ถาม - ตอบ และจบการแถลงข่าว&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="25%" valign="top"&gt;11.30 น.&lt;/td&gt;&lt;td width="75%" valign="top"&gt;รับประทานอาหารว่างร่วมกัน&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-9106440601825049325?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/9106440601825049325/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=9106440601825049325' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/9106440601825049325'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/9106440601825049325'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_9331.html' title='กำหนดการแถลงข่าว เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP59OVgC7_I/AAAAAAAAAHQ/AoTkR4z1Aqo/s72-c/organizer.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-1063137445748655247</id><published>2008-10-22T12:33:00.001+07:00</published><updated>2008-10-22T12:36:11.202+07:00</updated><title type='text'>ไทยเสนอโลกใช้ ศก.พอเพียงกู้วิกฤติ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ไทยยื่นข้อเสนอให้โลกเศรษฐกิจพอเพียงแก้วิกฤติ  13 นักคิดระดับโลกเห็นด้วย นักวิชาการและเอกชนไทยมั่นใจ ศก. พอเพียงคือคำตอบ  นายกฯ ภูฏานหนุน  ถ้าทำได้ ไทยคือผู้นำ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 บริษัท ดีแทคและโตโยต้า ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม และสถาบันไทยพัฒน์ จัดแถลงข่าวเปิดบทสัมภาษณ์ “เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก” ซึ่งเป็นผลจากการที่โครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ โดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคมและสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. ได้สัมภาษณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับนักคิด นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวน 13 คน โดยมี บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และ บจ.โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย สนับสนุนการแผยแพร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการสัมภาษณ์นักคิด นักวิชาการ และผู้มีชื่อเสียงระดับโลกถึง 13 คน  และรวบรวมเป็นบทความไว้ที่เดียวกันจำนวน 12 บทความ เป็นการยื่นข้อเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่โลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างบุคคลที่ทางโครงการฯ สัมภาษณ์ ได้แก่ ศ.ดร. วูล์ฟกัง ซัคส์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมคนสำคัญของประเทศเยอรมนี ให้ความสนใจการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมาก และมองว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกประเทศในเวลานี้ อีกทั้งมีแนวคิดผลักดันเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่รู้จักในเยอรมนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมี ศ.ดร.อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดียเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1998 ซึ่งมองว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไม่ต้องการ แต่ต้องรู้จักใชข้ชีวิตให้ดีพอ อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องของรายได้และความร่ำราวย แต่ให้มองที่คุณค่าของชีวิตมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้าน ฯพณฯ จิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน ได้ให้ทัศนะว่า หากประเทศไทยกำหนดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวาระระดับชาติ และดำเนินตามแนวทางนี้อย่างจริงจัง “ผมว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างโลกใบใหม่จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชีวิตที่ยั่งยืน และสุดท้ายจะไม่หยุดเพียงแค่ในประเทศ แต่จะเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลก ซึ่งหากทำได้สำเร็จ ไทยก็คือผู้นำ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์และผู้นำระดับโลกพบแล้วว่า ความรู้และอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้วได้เป็นพลังขับเคลื่อนโลกเมื่อศตวรรษที่แล้ว และถึงขณะนี้เราเห็นแล้วว่า โลกเกิดความไม่สมดุลอย่างรุนแรง แสดงว่าความรู้ไม่สมบูรณ์ และเทคโนโลยีที่อุตสาหกรรมใช้ก็สร้างการบริโภคพลังงานมากจนเกิดความไม่สมดุล เกิดปัญหาโลกร้อน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ความไม่สมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงมีคำถามว่า เมื่อขึ้นศตวรรษใหม่ ความรู้อะไร วิธีคิดแบบไหน ที่จะทำให้โลกอยู่รอดได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.สีลาภรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีมากด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้ทรงสร้างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น และบอกด้วยว่า ต้องมุ่งเข้าหาความพอประมาณ มีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกันเป้าหมายนี้ยังเป็นทั้งวิธีการ และวิธีคิดด้วย แล้วเราต้องคิดต่อว่า จะทำอย่างไร  เราต้องการการถกเถียงในระดับโลกเพื่อตกผลึกว่า วิธีคิดแบบไหน ความรู้แบบไหน ที่จะผลักดันความก้าวหน้าของโลกศตวรรษใหม่  เพราะโลกมาถึงทางตันแล้ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราสนับสนุนงานด้านเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความเชื่อที่ยืนยันได้ว่า น่าจะเป็นคำตอบของโลก ถ้าจนแต้มแล้วเขาจะเห็นว่า ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน แนวคิดเรื่องภูมิคุ้มกัน ความพอประมาณ ความสมดุลต้องเกิดขึ้นแน่ สกว.และคณะวิจัยเชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ และคงมีการยืนยันมากขึ้นเรื่อยๆ” รอง ผอ. สกว. กล่าว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (บชท.) กล่าวว่า วิกฤติทุกครั้งมีพื้นฐานมาจากความโลภ เพราะระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและวิชาเศรษฐศาสตร์สอนให้มนุษย์แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุด และการผลิตเป็นสิ่งที่ดีเพราะก่อให้เกิดรายได้ แต่สิ่งที่ไม่ได้สอนคือ ยิ่งผลิตมากยิ่งก่อให้เกิดของเสียมาก และยิ่งผลาญทรัพยากรในอัตราเร่งมากขึ้น พร้อมกับย้ำว่า “แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงต้องเน้นที่ความพอเพียงกับคุณธรรมอันประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน ซึ่งเป็นสองสิ่งที่สำคัญ แต่คนไม่ค่อยพูดถึง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายพีระพงษ์ กลิ่นละออ ผู้อำนวยการสำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าว่า ดีแทคได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยนำเทคโนโลยีการสื่อสารเข้าสู่ชุมชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การให้บริการทางด่วนข้อมูลการเกษตร ผ่านบริการ *1677 ซึ่งให้ข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวด้านการเกษตรทาง SMS ฟรีทุกวัน และให้เกษตรสอบถามข้อมูลหรือฝากถามปัญหาไปยังปราชญ์ชาวบ้านได้ทั่วทุกภูมิภาค พร้อมกับรวบรวมรู้เผยแพร่ทางเว็บไซต์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.trf.or.th/news/Content.asp?Art_ID=1029" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-1063137445748655247?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/1063137445748655247/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=1063137445748655247' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/1063137445748655247'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/1063137445748655247'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_4361.html' title='ไทยเสนอโลกใช้ ศก.พอเพียงกู้วิกฤติ'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-8063289864976623155</id><published>2008-10-22T11:35:00.003+07:00</published><updated>2008-10-22T11:42:37.269+07:00</updated><title type='text'>ดีแทคสนับสนุนเปิดขุมปัญญา เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ดีแทคร่วมสนับสนุนการจัดทำบทความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก เฟ้นหานักคิด นักวิชาการที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ 13 คน มาทำการสัมภาษณ์พูดคุยแลกเปลี่ยนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับแนวคิดและมุมมองสากล&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP6vKxpAOMI/AAAAAAAAAHs/9nDHK_UqTik/s1600-h/13gurus-press.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP6vKxpAOMI/AAAAAAAAAHs/9nDHK_UqTik/s200/13gurus-press.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259834014474188994" /&gt;&lt;/a&gt;นายพีระพงษ์ กลิ่นละออ ผู้อำนวยการสำนักสำนึกรักบ้านเกิดบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่าเป็นนโยบายตั้งแต่ต้นของนายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการและกลุ่มเทเลนอร์ผู้ถือหุ้นใหญ่ในดีแทคที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยดีแทคเข้าไปสนับสนุนการจัดทำบทความชุด เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก (Sufficiency Economy in Global View) จำนวน 12 ตอน ซึ่งเป็นผลพวงจากการดำเนินโครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;โดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม และสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งได้เฟ้นหานักคิด นักวิชาการ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ จำนวน 13 คน มาทำการสัมภาษณ์พูดคุยแลกเปลี่ยนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับแนวคิดและมุมมองสากล และนำมาเผยแพร่โดยได้รับการสนับสนุนจากดีแทค และบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;จากวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพ (ซับไพรม์) ในสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลต่อตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย จนกระทั่งทางการสหรัฐฯต้องยื่นมือเข้ามาแก้ไข มาจนถึงเดือนกันยายน ปี 2551 เลห์แมน บราเธอร์ส ได้ประกาศล้มละลาย หลังจากที่ เมอร์ริลลินช์ ขายกิจการให้แก่ธนาคารอเมริกา รวมถึงกรณีของ เอไอจี ก็ประสบกับวิกฤตการเงินอย่างร้ายแรง และสถานการณ์ในเวลานี้ได้ลุกลามไปยังตลาดการเงินทั่วโลก จนรัฐบาลในหลายประเทศต้องออกมาสร้างความเชื่อมั่นด้วยการรับประกันเงินฝากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ทำให้ต้องหันกลับมาพิจารณาทบทวนกันใหม่ทั้งในประเด็นการลงทุนใช้จ่ายเกินตัวของภาคประชาชน ที่ก่อให้เกิดหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้ ประเด็นความละโมบของภาคธุรกิจที่ต้องการตัวเลขรายได้อย่างไม่พอประมาณ และไม่สมเหตุสมผล ก่อให้เกิดการล่มสลายของกิจการ แม้ธุรกิจเหล่านี้จะตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีอยู่แล้วก็ตาม และประเด็นความหละหลวมในการกำกับดูแลของภาครัฐ เป็นเหตุให้ภูมิคุ้มกันในระบบเศรษฐกิจพังทลายลง เกิดความเสียหายที่มีมูลค่าจำนวนมากมายมหาศาล และยังกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นต่อสถาบันในระยะยาว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับหลักความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเอ่ยอ้างถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกันอีกคำรบหนึ่ง แต่ในหนนี้ จะเป็นการกล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียงจากปากของนักคิด นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ ที่ได้แสดงทัศนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไว้ในโอกาสต่างๆ ต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมอยู่ในที่เดียวกันเป็นครั้งแรก จำนวน 13 คน 12 บทความ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;       &lt;br /&gt;1. ศ.ดร.วูล์ฟกัง ซัคส์ ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันวุพเพิลทอล เพื่อสภาวะอากาศ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน ประเทศเยอรมนี พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เป็นอีกทางเลือกสำหรับทุกประเทศเวลานี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ศ.ดร.ฟรานซ์  ธีโอกอตวอลล์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชไวเฟิร์ท เพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประเทศเยอรมนี พูดถึงสังคมต้องมีทางเลือกใหม่ สำหรับเมืองไทยคือเศรษฐกิจพอเพียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ศ.ดร.อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดียผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1998 พูดถึงความพอเพียงไม่ได้หมายถึงไม่ต้องการอีกแล้ว แต่ต้องมีพอที่จะอยู่ได้ พอที่จะมีชีวิตที่ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. จิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน พูดถึงประเทศไทยจะสามารถสร้างโลกใบใหม่จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ศ.ดร.ปีเตอร์ วอรร์ ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย พูดถึงเศรษฐศาสตร์สีเขียว-เศรษฐกิจพอเพียง 2 แนวคิดยึดหลักไม่เบียดเบียนโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. ดร.ดอจี คินเล่ย์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวภูฏาน ประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหนทางในการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7.ดร.ทาริก บานุรี ผู้อำนวยการหลักสูตรความยั่งยืนแห่งอนาคต สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน พูดถึงโลกาภิวัตน์ ต้องไม่ทำลายสังคม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;8. เฟอร์นันโด ไคลแมน เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจสมานฉันท์แห่งชาติ ประเทศบราซิล พูดเรื่องจากเศรษฐกิจสมานฉันท์ถึงเศรษฐกิจพอเพียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. ศ.ปีเตอร์ บูทรอยด์ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง หาใช่แนวทางที่ทำให้ถอยหลัง หากแต่นำทางให้โลกได้เห็นอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. ศ.ปีเตอร์ คัลกิ้น ผู้อำนวยการหลักสูตรนานาชาติ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ประเทศไทย พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงคือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่บนเงื่อนไขของคุณธรรม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;11. ดร.ฟาสติโน คอร์โดโซและโยฮันเนส อัสโบโก้ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติติมอร์เลสเต พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงสกัดบริโภคนิยม และ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12. ศ.ดร.วิมาลา วีระรัควาน ผู้อำนวยการสถาบันอมิตี้แห่งพฤติกรรมสุขภาพและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ประเทศอินเดีย พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ต้องเกิดจากภายใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.manager.co.th/Telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9510000125366" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-8063289864976623155?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/8063289864976623155/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=8063289864976623155' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8063289864976623155'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8063289864976623155'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_8803.html' title='ดีแทคสนับสนุนเปิดขุมปัญญา เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP6vKxpAOMI/AAAAAAAAAHs/9nDHK_UqTik/s72-c/13gurus-press.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-693875532142222432</id><published>2008-10-22T10:59:00.034+07:00</published><updated>2009-05-01T17:09:54.535+07:00</updated><title type='text'>ประมวลบทสัมภาษณ์</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_4922.html"&gt;ความเป็นมา&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_3365.html"&gt;รายนามบุคคลที่สัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ประมวลบทสัมภาษณ์&lt;/td&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP6lhnlpXMI/AAAAAAAAAHc/LNYRX6n4n_A/s1600-h/Sachs.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP6lhnlpXMI/AAAAAAAAAHc/LNYRX6n4n_A/s400/Sachs.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259823411796466882" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/sachs-en.jpg" target="_blank"&gt;Sufficiency Economy comes in when we wonder what kind of objectives we should follow. What should we expect from an economy, expect from technology?&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/sachs-th.jpg" target="_blank"&gt;เศรษฐกิจพอเพียง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกประเทศในเวลานี้&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ศ.ดร.วูล์ฟกัง ซัคส์ (Wolfgang Sachs)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันวุพเพิลทอล เพื่อสภาวะอากาศ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน ประเทศเยอรมนี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP6nlKAoCTI/AAAAAAAAAHk/mP7Sm8juW00/s1600-h/Gottwald.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP6nlKAoCTI/AAAAAAAAAHk/mP7Sm8juW00/s400/Gottwald.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259825671599294770" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/gottwald-en.jpg" target="_blank"&gt;Thailand is really in a coherent way, articulating this concept of Sufficiency Economy in each and every walk of life. I consider this to be the basic way to bring ideas and behaviours to the people of Thailand.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/gottwald-th.jpg" target="_blank"&gt;สังคมต้องมีทางเลือกใหม่ สำหรับเมืองไทย คือเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ศ.ดร.ฟรานซ์  ธีโอกอตวอลล์ (Franz-Theo Gottwald)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการมูลนิธิชไวเฟิร์ท เพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประเทศเยอรมนี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NVd4N7OI/AAAAAAAAAIk/fWV9_s9cO_8/s1600-h/Sen.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NVd4N7OI/AAAAAAAAAIk/fWV9_s9cO_8/s200/Sen.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259867183496686818" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/sen-en.jpg" target="_blank"&gt;Sufficient does not mean that there is no use anymore, but you have to have enough of that Sufficiency to get by to give you, a decent living. That is the way I would interpret it.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;span style="font-size:80%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/sen-th.jpg" target="_blank"&gt;ความพอเพียง ไม่ได้หมายถึงไม่ต้องการอีกแล้ว แต่ต้องมีพอที่จะอยู่ได้ พอที่จะมีชีวิตที่ดี&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ศ.ดร.อมาตยา เซน (Amartya Sen)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ศาสตราจารย์ชาวอินเดีย ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1998&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NVVs4ENI/AAAAAAAAAIs/3MvSHf3Tnak/s1600-h/Thinley.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NVVs4ENI/AAAAAAAAAIs/3MvSHf3Tnak/s200/Thinley.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259867181301633234" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/thinley-en.jpg" target="_blank"&gt;Thailand would be able to inspire a new world order, for an economic order, for a new social order, and the more sustainable way of life- not only for the Thai people, but for the world at large.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/thinley-th.jpg" target="_blank"&gt;ประเทศไทยจะสามารถสร้างโลกใบใหม่ จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ฯพณฯ จิกมี ทินเลย์ (Jigme Y. Thinley)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7OTwDUWhI/AAAAAAAAAJE/4ro7h_Z8EG0/s1600-h/Warr.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7OTwDUWhI/AAAAAAAAAJE/4ro7h_Z8EG0/s200/Warr.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259868253526972946" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/warr-en.jpg" target="_blank"&gt;I would like to see these ideas become accessible to the people outside Thailand- because they are relevant for the people who happen not to be Thai, as they are for the Thai people. The basic wisdom is just as applicable.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;span style="font-size:90%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/warr-th.jpg" target="_blank"&gt;เศรษฐศาสตร์สีเขียว-เศรษฐกิจพอเพียง สองแนวคิด ยึดหลักไม่เบียดเบียนโลก&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ศ.ดร.ปีเตอร์ วอรร์ (Peter George Warr)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MWZOHn_I/AAAAAAAAAIU/EFFvx87i7YU/s1600-h/Kinley.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MWZOHn_I/AAAAAAAAAIU/EFFvx87i7YU/s200/Kinley.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259866099914612722" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/kinley-en.jpg" target="_blank"&gt;I think the common similar between Thailand and Bhutan is the wisdom of the Majesties, in the sense that they care for the people of the country, and therefore they really care on the long-term future of the country.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/kinley-th.jpg" target="_blank"&gt;เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหนทางในการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ดร.ดอจี คินเล่ย์ (Dorjee Kinley)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;นักเศรษฐศาสตร์ชาวภูฏาน ประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MVx3ylyI/AAAAAAAAAH0/wRCUnKKQTso/s1600-h/Banuri.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MVx3ylyI/AAAAAAAAAH0/wRCUnKKQTso/s200/Banuri.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259866089351976738" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;"&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/banuri-en.jpg" target="_blank"&gt;Sustainable development and growth should not happen in such a way that it destroys society…so it brings a lot of this way of ideas on care, wisdom, prudence, judgment, participations…it brings a lot of this way of thinking---and I suppose Sufficiency Economy does the same.&lt;/a&gt;"&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/banuri-th.jpg" target="_blank"&gt;โลกาภิวัตน์ ต้องไม่ทำลายสังคม&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ดร.ทาริก บานุรี (Tariq Banuri)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการหลักสูตรความยั่งยืนแห่งอนาคต สถาบันสิ่งแวดล้อมสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NVA-DUGI/AAAAAAAAAIc/N7zzgtXSJdQ/s1600-h/Kleiman.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NVA-DUGI/AAAAAAAAAIc/N7zzgtXSJdQ/s200/Kleiman.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259867175736528994" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/kleiman-en.jpg" target="_blank"&gt;It could be nice if in the international organized capitalist system could have the solidarity, sufficiency and other kind of organized Buddhist economy working together&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/kleiman-th.jpg" target="_blank"&gt;จากเศรษฐกิจสมานฉันท์ ถึงเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;คุณเฟอร์นันโด ไคลแมน (Fernando Kleiman)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการเศรษฐกิจสมานฉันท์แห่งชาติ กระทรวงแรงงานและการจัดหางาน ประเทศบราซิล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MWKOu26I/AAAAAAAAAH8/0QAcfisQkbY/s1600-h/Boothroyd.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MWKOu26I/AAAAAAAAAH8/0QAcfisQkbY/s200/Boothroyd.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259866095890652066" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/boothroyd-en.jpg" target="_blank"&gt;We have to get people thinking about system, one of the ways of doing that is by enabling them to get engaged with their own problems in their own society.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/boothroyd-th.jpg" target="_blank"&gt;เศรษฐกิจพอเพียง หาใช่แนวทางที่ทำให้ถอยหลัง หากแต่นำทางให้โลกได้เห็นอนาคต&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ศ.ปีเตอร์ บูทรอยด์ (Peter Boothroyd)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MWfZrB_I/AAAAAAAAAIM/uC69295ESIY/s1600-h/Cardoso.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MWfZrB_I/AAAAAAAAAIM/uC69295ESIY/s200/Cardoso.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259866101573683186" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/cardoso-and-usboko-en.jpg" target="_blank"&gt;We see that the sufficiency economy is a concept that is an alternative strategy. That could be fit for them to face the current situation.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/cardoso-and-usboko-th.jpg" target="_blank"&gt;ติมอร์-เลสเต เชื่อมั่น เศรษฐกิจพอเพียงสกัดบริโภคนิยม&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ดร.ฟาสติโน คอร์โดโซ (Faustino Cardoso)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแห่งชาติ มหาวิทยาลัยแห่งชาติติมอร์-เลสเต (ติมอร์ตะวันออก)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NVvIugpI/AAAAAAAAAI0/tGB6CX3Utvo/s1600-h/Usboko.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NVvIugpI/AAAAAAAAAI0/tGB6CX3Utvo/s200/Usboko.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259867188129333906" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/cardoso-and-usboko-en.jpg" target="_blank"&gt;One important thing that we can notice from them is the change in mind, and by working together we can do something better, if we work along. And I guess that is one of the principles of the sufficiency economy.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/cardoso-and-usboko-th.jpg" target="_blank"&gt;เศรษฐกิจพอเพียงเริ่มต้นจากการพึ่งพาตนเอง&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;คุณโยฮันเนส อัสโบโก้ (Yohanes Usboko)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติติมอร์-เลสเต (ติมอร์ตะวันออก)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MWOyNcYI/AAAAAAAAAIE/IAdw8V5mDjI/s1600-h/Calkins.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7MWOyNcYI/AAAAAAAAAIE/IAdw8V5mDjI/s200/Calkins.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259866097113198978" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/calkins-en.jpg" target="_blank"&gt;There is a moral dimension to economics, which western economists have forgotten about.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;span style="font-size:90%;"&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/calkins-th.jpg" target="_blank"&gt;เศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่บนเงื่อนไขของคุณธรรม&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ศ.ปีเตอร์ คัลกิ้น (Peter H. Calkins)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์เกษตรและวิทยาการผู้บริโภค มหาวิทยาลัยลาวาล ประเทศแคนาดา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="20%" valign="middle"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NV59WMOI/AAAAAAAAAI8/rIFMs3H9avs/s1600-h/Vimala.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP7NV59WMOI/AAAAAAAAAI8/rIFMs3H9avs/s200/Vimala.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5259867191034392802" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="80%" valign="top"&gt;&lt;i&gt;“&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/vimala-en.jpg" target="_blank"&gt;If people feel that they have enough, people would think about giving something to others.&lt;/a&gt;”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;b&gt;&lt;a href="http://www.virtualdepots.com/sufficiency/images/vimala-th.jpg" target="_blank"&gt;การเข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง ต้องเกิดจากภายใน&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ศ.ดร.วิมาลา วีระรัควาน (Vimala Veeraraghavan)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการสถาบันอมิตี้แห่งพฤติกรรมสุขภาพและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ประเทศอินเดีย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-693875532142222432?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/693875532142222432/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=693875532142222432' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/693875532142222432'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/693875532142222432'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/sufficiency-economy-comes-in-when-we.html' title='ประมวลบทสัมภาษณ์'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/SP6lhnlpXMI/AAAAAAAAAHc/LNYRX6n4n_A/s72-c/Sachs.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-5878605303911738807</id><published>2008-10-22T08:49:00.018+07:00</published><updated>2009-05-01T17:10:14.524+07:00</updated><title type='text'>รายนามบุคคลที่สัมภาษณ์</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_4922.html"&gt;ความเป็นมา&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;รายนามบุคคลที่สัมภาษณ์&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/sufficiency-economy-comes-in-when-we.html"&gt;ประมวลบทสัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;(1)&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;ศ.ดร.วูล์ฟกัง ซัคส์&lt;br /&gt;Wolfgang Sachs&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันวุพเพิลทอล เพื่อสภาวะอากาศ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน ประเทศเยอรมนี&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(2)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ศ.ดร.ฟรานซ์  ธีโอกอตวอลล์&lt;br /&gt;Franz-Theo Gottwald&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการมูลนิธิชไวเฟิร์ท เพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประเทศเยอรมนี&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(3)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ศ.ดร.อมาตยา เซน&lt;br /&gt;Amartya Sen&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ศาสตราจารย์ชาวอินเดีย ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1998&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(4)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ฯพณฯ จิกมี ทินเลย์&lt;br /&gt;Jigme Y. Thinley&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(5)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ศ.ดร.ปีเตอร์ วอรร์&lt;br /&gt;Peter George Warr&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(6)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ดร.ดอจี คินเล่ย์&lt;br /&gt;Dorjee Kinley&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;นักเศรษฐศาสตร์ชาวภูฏาน ประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(7)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ดร.ทาริก บานุรี&lt;br /&gt;Tariq Banuri&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการหลักสูตรความยั่งยืนแห่งอนาคต สถาบันสิ่งแวดล้อมสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(8)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;คุณเฟอร์นันโด ไคลแมน&lt;br /&gt;Fernando Kleiman&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการเศรษฐกิจสมานฉันท์แห่งชาติ กระทรวงแรงงานและการจัดหางาน ประเทศบราซิล&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(9)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ศ.ปีเตอร์ บูทรอยด์&lt;br /&gt;Peter Boothroyd&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(10)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ดร.ฟาสติโน คอร์โดโซ&lt;br /&gt;Faustino Cardoso&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแห่งชาติ มหาวิทยาลัยแห่งชาติติมอร์-เลสเต (ติมอร์ตะวันออก)&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(11)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;คุณโยฮันเนส อัสโบโก้&lt;br /&gt;Yohanes Usboko&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติติมอร์-เลสเต (ติมอร์ตะวันออก)&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(12)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ศ.ปีเตอร์ คัลกิ้น&lt;br /&gt;Peter H. Calkins&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์เกษตรและวิทยาการผู้บริโภค มหาวิทยาลัยลาวาล ประเทศแคนาดา&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="top"&gt;(13)&lt;/td&gt;&lt;td valign="top"&gt;ศ.ดร.วิมาลา วีระรัควาน&lt;br /&gt;Vimala Veeraraghavan&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:78%;"&gt;ผู้อำนวยการสถาบันอมิตี้แห่งพฤติกรรมสุขภาพและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ประเทศอินเดีย&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-5878605303911738807?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/5878605303911738807/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=5878605303911738807' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/5878605303911738807'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/5878605303911738807'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_3365.html' title='รายนามบุคคลที่สัมภาษณ์'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-2692761098926657588</id><published>2008-10-22T08:44:00.006+07:00</published><updated>2009-05-01T17:10:27.997+07:00</updated><title type='text'>ความเป็นมา</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ความเป็นมา&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_3365.html"&gt;รายนามบุคคลที่สัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/sufficiency-economy-comes-in-when-we.html"&gt;ประมวลบทสัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษ  เริ่มต้นจากวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนกันยายน 2551 ซึ่งได้ส่งผลเชื่อมโยงถึงระบบการเงินของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ความเสียหายต่อระบบการเงินอย่างรุนแรงได้ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศในยุโรป เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และขณะนี้หลายอุตสาหกรรมใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้ว กำลังประสบปัญหาทางการเงินถึงขั้นปิดโรงงานหลายแห่งและได้มีการปลดคนงานออกแล้วเป็นจำนวนหลายล้านคน ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ทำให้ต้องหันกลับมาพิจารณาทบทวนกันใหม่ทั้งในประเด็นการลงทุนใช้จ่ายเกินตัวของภาคประชาชน ที่ก่อให้เกิดหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้ ประเด็นความละโมบของภาคธุรกิจที่ต้องการตัวเลขรายได้อย่างไม่พอประมาณและไม่สมเหตุสมผล ก่อให้เกิดการล่มสลายของกิจการ และประเด็นความหละหลวมในการกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ภูมิคุ้มกันในระบบเศรษฐกิจอ่อนแอ เกิดความเสียหายที่มีมูลค่าจำนวนมากมายมหาศาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น มีความเกี่ยวเนื่องกับหลักความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเอ่ยอ้างถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกันอีกคำรบหนึ่ง แต่ในหนนี้ จะเป็นการกล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียงจากปากของนักคิด นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างประเทศ ที่ได้แสดงทัศนะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไว้ในโอกาสต่างๆ ต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมอยู่ในที่เดียวกันเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-2692761098926657588?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/2692761098926657588/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=2692761098926657588' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/2692761098926657588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/2692761098926657588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_4922.html' title='ความเป็นมา'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-1691482284067360673</id><published>2008-10-22T08:31:00.000+07:00</published><updated>2008-10-22T08:32:12.063+07:00</updated><title type='text'>นักวิชาการเชื่อเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกวิกฤต ศก.โลก</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;งานเสวนาเศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก ดร.อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า แม้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นแนวทางจัดทำแผนพัฒนาประเทศ แต่ความเป็นจริงกลับไม่มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำให้ไทยต้องเผชิญกับวิกฤต ทั้งจากสถาบันการเงินทั่วโลกและปัญหาการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ได้รวบรวมบทสัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก จำนวน 13 คน ระบุว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางเลือกสำหรับประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน เนื่องจากแนวคิดนี้สนับสนุนการพึ่งพาตนเองอย่างมีเหตุผล โดยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สิ้นเปลือง และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงาน ซึ่งผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ ควรเป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องนี้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000125173" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-1691482284067360673?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/1691482284067360673/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=1691482284067360673' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/1691482284067360673'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/1691482284067360673'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post_22.html' title='นักวิชาการเชื่อเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกวิกฤต ศก.โลก'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-7020135820546985397</id><published>2008-10-22T08:25:00.002+07:00</published><updated>2008-10-22T12:20:43.082+07:00</updated><title type='text'>เปิดตัวบทสัมภาษณ์ “เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก” หวังสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;วานนี้ (21 ต.ค.) บริษัท ดีแทคและโตโยต้า ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม และสถาบันไทยพัฒน์ จัดแถลงข่าวเปิดบทสัมภาษณ์ “เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก” ซึ่งเป็นผลจากการที่โครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ โดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคมและสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. ได้สัมภาษณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับนักคิด นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวน 13 คน โดยมี บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และ บจ.โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย สนับสนุนการแผยแพร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการสัมภาษณ์นักคิด นักวิชาการ และผู้มีชื่อเสียงระดับโลกถึง 13 คน  และรวบรวมเป็นบทความไว้ที่เดียวกันจำนวน 12 บทความ เป็นการยื่นข้อเสนอแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่โลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างบุคคลที่ทางโครงการฯ สัมภาษณ์ ได้แก่ ศ.ดร. วูล์ฟกัง ซัคส์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมคนสำคัญของประเทศเยอรมนี ให้ความสนใจการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมาก และมองว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกประเทศในเวลานี้ อีกทั้งมีแนวคิดผลักดันเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่รู้จักในเยอรมนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมี ศ.ดร.อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดียเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 1998 ซึ่งมองว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไม่ต้องการ แต่ต้องรู้จักใชข้ชีวิตให้ดีพอ อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องของรายได้และความร่ำราวย แต่ให้มองที่คุณค่าของชีวิตมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ด้าน ฯพณฯ จิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน ได้ให้ทัศนะว่า หากประเทศไทยกำหนดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวาระระดับชาติ และดำเนินตามแนวทางนี้อย่างจริงจัง “ผมว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างโลกใบใหม่จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชีวิตที่ยั่งยืน และสุดท้ายจะไม่หยุดเพียงแค่ในประเทศ แต่จะเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลก ซึ่งหากทำได้สำเร็จ ไทยก็คือผู้นำ” &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์และผู้นำระดับโลกพบแล้วว่า ความรู้และอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้นเมื่อศตวรรษที่แล้วได้เป็นพลังขับเคลื่อนโลกเมื่อศตวรรษที่แล้ว และถึงขณะนี้เราเห็นแล้วว่า โลกเกิดความไม่สมดุลอย่างรุนแรง แสดงว่าความรู้ไม่สมบูรณ์ และเทคโนโลยีที่อุตสาหกรรมใช้ก็สร้างการบริโภคพลังงานมากจนเกิดความไม่สมดุล เกิดปัญหาโลกร้อน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ความไม่สมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงมีคำถามว่า เมื่อขึ้นศตวรรษใหม่ ความรู้อะไร วิธีคิดแบบไหน ที่จะทำให้โลกอยู่รอดได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.สีลาภรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีมากด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้ทรงสร้างปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น และบอกด้วยว่า ต้องมุ่งเข้าหาความพอประมาณ มีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกันเป้าหมายนี้ยังเป็นทั้งวิธีการ และวิธีคิดด้วย แล้วเราต้องคิดต่อว่า จะทำอย่างไร  เราต้องการการถกเถียงในระดับโลกเพื่อตกผลึกว่า วิธีคิดแบบไหน ความรู้แบบไหน ที่จะผลักดันความก้าวหน้าของโลกศตวรรษใหม่  เพราะโลกมาถึงทางตันแล้ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราสนับสนุนงานด้านเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความเชื่อที่ยืนยันได้ว่า น่าจะเป็นคำตอบของโลก ถ้าจนแต้มแล้วเขาจะเห็นว่า ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน แนวคิดเรื่องภูมิคุ้มกัน ความพอประมาณ ความสมดุลต้องเกิดขึ้นแน่ สกว.และคณะวิจัยเชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ และคงมีการยืนยันมากขึ้นเรื่อยๆ” รอง ผอ. สกว. กล่าว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (บชท.) กล่าวว่า วิกฤติทุกครั้งมีพื้นฐานมาจากความโลภ เพราะระบบเศรษฐกิจทุนนิยมและวิชาเศรษฐศาสตร์สอนให้มนุษย์แสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุด และการผลิตเป็นสิ่งที่ดีเพราะก่อให้เกิดรายได้ แต่สิ่งที่ไม่ได้สอนคือ ยิ่งผลิตมากยิ่งก่อให้เกิดของเสียมาก และยิ่งผลาญทรัพยากรในอัตราเร่งมากขึ้น พร้อมกับย้ำว่า “แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงต้องเน้นที่ความพอเพียงกับคุณธรรมอันประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน ซึ่งเป็นสองสิ่งที่สำคัญ แต่คนไม่ค่อยพูดถึง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายพีระพงษ์ กลิ่นละออ ผู้อำนวยการสำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าว่า ดีแทคได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยนำเทคโนโลยีการสื่อสารเข้าสู่ชุมชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การให้บริการทางด่วนข้อมูลการเกษตร ผ่านบริการ *1677 ซึ่งให้ข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวด้านการเกษตรทาง SMS ฟรีทุกวัน และให้เกษตรสอบถามข้อมูลหรือฝากถามปัญหาไปยังปราชญ์ชาวบ้านได้ทั่วทุกภูมิภาค พร้อมกับรวบรวมรู้เผยแพร่ทางเว็บไซต์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/14175" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-7020135820546985397?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/7020135820546985397/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=7020135820546985397' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/7020135820546985397'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/7020135820546985397'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/blog-post.html' title='เปิดตัวบทสัมภาษณ์ “เศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลก” หวังสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-246093788439435902</id><published>2008-10-22T08:19:00.001+07:00</published><updated>2008-10-22T08:22:40.204+07:00</updated><title type='text'>13 กูรูชี้ทางออกโลกใหม่ ยึดศก.พอเพียงแก้วิกฤติ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;สกว.-สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม-สถาบันไทยพัฒน์ร่วมกับดีแทคและโตโยต้า เปิดทัศนะ 13 นักวิชาการและบุคคลมีชื่อเสียงระดับโลก สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจพอเพียงกับแนวคิดมุมมองสากล ระบุโลกกำลังต้องการวิธีคิดใหม่ จากบทเรียนทุนนิยมพ่นพิษ ชี้ไทยโชคดีมีเศรษฐกิจพอเพียง มั่นใจตอบโจทย์ปัญหาวิกฤติได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม (บชท.) สถาบันไทยพัฒน์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย เปิดบทสัมภาษณ์ นักวิชาการ และบุคคลมีชื่อเสียง ระดับโลก 13 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยในโครงการจัดทำแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียง (Road Map) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า บทสัมภาษณ์นี้ เป็นการสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับแนวคิดและมุมมองสากล (Sufficiency Economy in Global View) โดยคนดังและนักวิชาการ ประกอบด้วย (1) ศ.ดร.วูล์ฟกัง ซัคส์ ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันวุพเพิลทอล เพื่อสภาวะอากาศ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน ประเทศเยอรมนี (2) ศ.ดร.ฟรานซ์-ธีโอ กอตวอลล์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชไวเฟิร์ท เพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประเทศเยอรมนี (3) ศ.ดร.อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดีย ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 1998 (4) จิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน (5) ศ.ดร.ปีเตอร์ วอรร์ ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (6) ดร.ดอจี คินเล่ย์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวภูฏาน ประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (7) ดร.ทาริก บานุรี ผู้อำนวยการหลักสูตรความยั่งยืนแห่งอนาคต สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน (8) คุณเฟอร์นันโด ไคลแมน เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจสมานฉันท์แห่งชาติ ประเทศบราซิล (9) ศ.ปีเตอร์ บูทรอยด์ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา (10) ดร.ฟาสติโน คอร์โดโซ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแห่งชาติ มหาวิทยาลัยแห่งชาติติมอร์ตะวันออก (11) โยฮันเนส อัสโบโก้ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติติมอร์ตะวันออก (12) ศ.ปีเตอร์ คัลกิ้น ผู้อำนวยการหลักสูตรนานาชาติ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประเทศไทย (13) ศ.ดร.วิมาลา วีระรัควาน ผู้อำนวยการสถาบันอมิตี้แห่งพฤติกรรมสุขภาพและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง 13 คนดัง ได้สะท้อนมุมมองสรุปว่า ทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ ถูกขับเคลื่อนให้มีอานุภาพทำลายความยุติธรรม ทำลายสังคม ทำลายประเทศ และอาจทำลายโลกในที่สุด โลกาภิวัตน์ที่เป็นไปในแนวทางนี้นับวันยิ่งน่ากลัวขึ้นทุกทีและเป็นเรื่องที่แต่ละสังคมต้องหาวิธีการรับมือ โลกจึงต้องมีทางเลือกใหม่ มีระบบเศรษฐกิจทางเลือกที่นอกเหนือจากระบบทุนนิยม ที่มุ่งพัฒนาประเทศโดยมุ่งที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ มุ่งการเติบโตรายได้ แต่อาจยังไม่ได้สนับสนุนให้มีการเติบโตขีดความสามารถด้านอื่นๆ อย่างสมดุลทำให้เผชิญกับปัญหาภาวะความไม่มั่นคงในการดำรงชีวิต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเศรษฐศาสตร์ที่ให้แนวคิดในครั้งนี้ ระบุด้วยว่า ยังมีหลายหลักทฤษฎีที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมโลก เช่น เศรษฐศาสตร์ สีเขียว (Green Economics) ซึ่งยึดหลักไม่เบียดเบียนโลก ไม่บริโภคเกินความจำเป็น กับการไม่สร้างความเสี่ยงเกินกำลังซึ่งเป็นหลักการคล้ายคลึงกับเศรษฐกิจพอเพียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังมี เศรษฐกิจ สมานฉันท์ (Solidarity Economy) คือการมุ่งไปที่การสร้างระบบการผลิตแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าวิถีแห่งการผลิตเปลี่ยน วิถีการบริโภคย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยการผลิตร่วมกันและเป็นเจ้าของร่วมกัน และการกระจายสินค้าด้วยกลไกการค้าที่เป็นธรรม รวมถึงการออกนโยบายสินเชื่อภาคประชาชนผ่านธนาคารของรัฐ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ ประเทศบราซิลทำได้ผลระดับหนึ่งแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกประเทศในห้วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ มองว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพวกเขาเชื่อว่า ประเทศไทยสามารถสร้างโลกใบใหม่จากหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชีวิตที่ยั่งยืน และสุดท้ายจะไม่หยุดเพียงแค่ประเทศ แต่เป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลกก็เป็นได้ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ใช่แนวทางที่ทำให้ถอยหลัง หากแต่นำทางให้โลกได้เห็นอนาคต อนาคตที่จะต้องลดการบริโภคลง ซึ่งต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพ มิฉะนั้นโลกจะรับภาระไม่ไหวอีกต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้าน ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า สกว. มองว่าโลกยุคใหม่ต้องการวิธีคิดใหม่ นักวิชาการจึงพยายามหาข้อมูลและวิธีคิดต่างๆ เพื่อนำเสนอสู่สังคม เช่น ขณะนี้ประชาคมโลกได้สัมผัสผลเชิงลบจากทุนนิยม จากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐซึ่งมาจากปัญหา วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพจนกระทั่งส่งผลให้ บริษัท เลแมน บราเดอร์ส วาณิชธนกิจ รายใหญ่ของโลกถึงกับล้มละลาย รวมถึงกรณีอื่นๆ และได้ลุกลามข้ามทวีปมายังยุโรปและเอเชีย ปรากฏการณ์เหล่านี้ สัมผัสได้ว่า ระบบทุนนิยมไม่ใช่ทางออกของโลกยุคใหม่ และเศรษฐกิจประเทศควรยืนอยู่บนฐานของภาคเศรษฐกิจแท้จริงหรือเรียลเซ็คเตอร์ อยู่บนฐานของการลงทุนโดยตรง ฐานของการกระตุ้นการผลิต ไม่ใช่การกระตุ้นการบริโภค และไม่ใช่การลงทุนผ่านตลาดหุ้นแล้วปั่นหุ้นจนเกิดปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.อภิชัย พันธเสน ผู้อำนวยการ บชท.กล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีอยู่แค่สองความหมายคือ พอเพียง กับ คุณธรรม ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ต้องไปควบคู่กัน โดยชนชาติตะวันตกนั้นอาจไม่เข้าใจในเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันวิกฤติทางการเงินที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากความโลภทั้งสิ้น ถ้าโลภแค่คนหรือสองคนก็คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบที่เป็นอยู่ แต่ความโลภปัจจุบันได้กลายเป็นสถาบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/22/news_27470500.php?news_id=27470500" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-246093788439435902?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/246093788439435902/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=246093788439435902' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/246093788439435902'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/246093788439435902'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/13.html' title='13 กูรูชี้ทางออกโลกใหม่ ยึดศก.พอเพียงแก้วิกฤติ'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-5324417954339291110</id><published>2008-10-17T19:15:00.009+07:00</published><updated>2011-07-07T18:59:22.435+07:00</updated><title type='text'>กิจกรรม (ปี 2550)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/blog-post.html"&gt;ปี 54&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/2553_07.html"&gt;ปี 53&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/01/2552.html"&gt;ปี 52&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2009/01/2551.html"&gt;ปี 51&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ปี 50&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2549.html"&gt;ปี 49&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/2548.html"&gt;ปี 48&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/03/2547.html"&gt;ปี 47&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;15 ตุลาคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นผู้ร่วมในเวทีอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียง ในการประชุมระดมสมองครั้งที่ 3 เพื่อจัดทำโครงสร้างแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ ณ โรงแรมรามาการ์เด้น บางเขน กรุงเทพมหานคร&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;20 กันยายน 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"ตัวอย่างการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ"&lt;/b&gt; ณ โรงเรียนจิตรลดาสายอาชีพ ตึกสหกรณ์พัฒนาเดิม สนามเสือป่า กรุงเทพมหานคร&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;8 กันยายน 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง"&lt;/b&gt; จัดโดย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 4 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ณ โรงแรม เดอะ กรีน ปาร์ค รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;29-30 สิงหาคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เข้าร่วมประชุมโครงการเสวนาผู้นำแห่งความพอเพียง ณ มฤคทายวัน : ผู้นำแห่งความพอเพียง พื้นฐานหลักขององค์กรและชุมชนที่ดีงาม จัดโดย กลุ่มงานเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ค่ายพระรามหก จังหวัดเพชรบุรี&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;28 สิงหาคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการสัมมนา Researcher Club ในหัวข้อ &lt;b&gt;"การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียง"&lt;/b&gt; จัดโดย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ณ ห้องกุมาริกา โรงแรมสวนดุสิตเพลส มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;15 สิงหาคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;ร่วมประชุมระดมสมองกลุ่มทุน เทคโนโลยี และพลังงาน ในการประชุมระดมสมองครั้งที่ 2 เพื่อจัดทำโครงสร้างแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพมหานคร&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;27 กรกฎาคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"เศรษฐกิจพอเพียง: ปรัชญาที่ปฎิบัติได้"&lt;/b&gt; ในโครงการประชุมวิชาการเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียงกับธรรมาภิบาล" จัดโดย คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;19 กรกฎาคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"Buddhism and Economics"&lt;/b&gt; ภายใต้วิชา Buddhism and Modern Science ในหลักสูตร International Master's Degree Programme (IMAP) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;18 มิถุนายน 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;ร่วมประชุมหารือเพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน ตำบลท่างาม โดยการมีส่วนร่วมแบบพหุพาคี ที่ธรรมเกษตร หมู่ 3 ต.ท่างาม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;14 พฤษภาคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรกลุ่มเศรษฐกิจ ทุน เทคโนโลยี ในการประชุมระดมสมองครั้งที่ 1 เพื่อจัดทำโครงสร้างแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ ณ โรงแรมรามาการ์เดน กรุงเทพมหานคร&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;11 พฤษภาคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/05/cnbc-strategic-forum.html"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/Ru9x4WabMWI/AAAAAAAAABg/o-8pDauKqU8/s200/9EB_CNBC_forum_11-05-07s.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5111429314991829346" /&gt;&lt;/a&gt;เป็นผู้ร่วมอภิปรายในการสัมมนา CNBC Strategic Forum ในหัวข้อ &lt;b&gt;"Sufficiency Economy: The path to sustainable growth"&lt;/b&gt; จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และสถานีข่าว CNBC ณ ESCAP Hall องค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร (&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/05/cnbc-strategic-forum.html"&gt;รายละเอียด&lt;/a&gt;)&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;24 เมษายน 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;นำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่ม/องค์กร/พื้นที่ ที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต ระยะที่ 2 ภายใต้ชุดโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและขยายฐานความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการแก้ปัญหาความยากจนและการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;19 กุมภาพันธ์ 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"Case studies of Sufficiency Economy in the real world"&lt;/b&gt; ภายใต้วิชา Sufficiency Economy and Buddhist Economics ในหลักสูตร Bachelor of Arts in Economics (International Program) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;10 กุมภาพันธ์ 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ &lt;b&gt;"สร้างอำนาจการแข่งขันให้แบรนด์ไทยด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"&lt;/b&gt; จัดโดยวารสาร THAI BRAND Marketing ณ ห้อง 504 ตึกวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ชั้น 5 ถนนวิภาวดีรังสิต&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;8 กุมภาพันธ์ 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการเสวนาเรื่อง &lt;b&gt;"การขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง"&lt;/b&gt; ภายใต้หัวข้อ "นโยบายและกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง" ในโครงการ NIDA-MBA Series on Policy and Strategy จัดโดยคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเอนกประสงค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;22 มกราคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง &lt;b&gt;"Principles and essence of Buddhism and Sufficiency Economy"&lt;/b&gt; ภายใต้วิชา Sufficiency Economy and Buddhist Economics ในหลักสูตร Bachelor of Arts in Economics (International Program) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;19 มกราคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในการอภิปรายเรื่อง &lt;b&gt;"การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในองค์กร"&lt;/b&gt; ในการประชุมทางวิชาการและการจัดนิทรรศการเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง : หนทางในการส่งเสริมและการพัฒนาน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ" ณ อาคารศูนย์ภาษา ชั้น 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;18 มกราคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง &lt;b&gt;"การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคตะวันออกทางด้านอุตสาหกรรม"&lt;/b&gt; ในการประชุมวิชาการ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 1 "ตามรอยพระบาท...พระอัจฉริยภาพทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์" ณ ห้อง QS2-101 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;11 มกราคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;เป็นวิทยากรพิเศษในงานสัมมนา &lt;b&gt;"สังคมแห่งเทคโนโลยีกับความพอเพียง"&lt;/b&gt; บรรยายในหัวข้อเรื่อง "การปลูกฝังการใช้เทคโนโลยีอย่างพอเพียงในสังคมไทย" ในโปรแกรมวิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ณ หอประชุมเจ้าพระยา อาคารสำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="separate-footer"&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;9 มกราคม 2550&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;a href="http://www.undp.or.th/resources/nhdr.html" target="_blank"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/792/1628/320/306095/undp-se.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;ร่วมในคณะนักวิจัยในการจัดทำรายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย ปี 2550 "&lt;a href="http://www.undp.or.th/resources/nhdr.html" target="_blank"&gt;เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาคน&lt;/a&gt;" ของสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในหัวข้อ &lt;b&gt;"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเครื่องมือสำหรับการวางแผนในภาคธุรกิจเอกชน"&lt;/b&gt; โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้กล่าวเปิดงานแนะนำรายงานฉบับดังกล่าว ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล&lt;p class="separate-footer"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-5324417954339291110?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/5324417954339291110/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=5324417954339291110' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/5324417954339291110'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/5324417954339291110'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/10/2550.html' title='กิจกรรม (ปี 2550)'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_PRMPT-HLLJ0/Ru9x4WabMWI/AAAAAAAAABg/o-8pDauKqU8/s72-c/9EB_CNBC_forum_11-05-07s.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-6030914692394224400</id><published>2008-02-12T10:15:00.000+07:00</published><updated>2008-02-12T10:17:00.276+07:00</updated><title type='text'>หลักธุรกิจในเศรษฐกิจพอเพียง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ธุรกิจเป็นภาคที่มีความสำคัญ ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตหลักในระบบเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่ตัวเองที่สามารถเลือกว่าจะดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่เท่านั้น แต่ธุรกิจยังมีความสามารถในการโน้มน้าวผู้บริโภคให้มีพฤติกรรมไปในทางที่พอเพียงหรือไม่พอเพียงได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาของภาคธุรกิจที่ต้องการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติในขณะนี้ คือ การขาดทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์และทดสอบยืนยันผลของการประยุกต์อย่างเป็นระบบ และสามารถนำไปปฏิบัติซ้ำได้สำเร็จ เช่น ในภาคเกษตรกรรม ที่มีรูปแบบของ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคิดค้นขึ้นด้วยพระองค์เอง และได้ใช้พื้นที่ของมูลนิธิชัยพัฒนาทดลองจนแน่พระทัยว่าประสบผลสำเร็จ ทำให้มีสถานภาพเป็นทฤษฎีที่ได้รับการพิสูจน์และทดสอบแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแปลง "ปรัชญา" เศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็น "ทฤษฎี" ธุรกิจในแต่ละสาขา จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในภาคการผลิต ภาคการค้า หรือภาคการบริการต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุที่ การดำเนินธุรกิจต่างมีเป้าหมายในการแสวงหากำไรสูงสุด แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมิได้ขัดกับหลักการแสวงหากำไรสูงสุดในธุรกิจ แต่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งคำนึงถึงกำไรสูงสุดในทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Profit) มากกว่ากำไรสูงสุดในทางบัญชี (Accounting Profit) ซึ่งการพิจารณาที่ตัวกำไรทางเศรษฐศาสตร์ได้คำนึงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆ และส่วนเพิ่มมูลค่า (Value Added) ขององค์กรที่แท้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ได้หมายความว่า ธุรกิจจะต้องลดกำไรลงหรือต้องลดกำลังการผลิตลง จึงจะเรียกว่าพอเพียง ทุกธุรกิจยังสามารถแสวงหากำไรสูงสุดได้ และต้องยังคงมุ่งหมายให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการผลิต เพื่อการพัฒนาก้าวหน้าขององค์กร เพียงแต่ว่าในกระบวนการนั้น ต้องทำให้เกิดการเบียดเบียนกันให้น้อยที่สุด ทั้งการเบียดเบียนตนเอง และการเบียดเบียนผู้อื่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างของการเบียดเบียนตนเอง คือ การมุ่งแต่จะหารายได้ให้มากที่สุด ด้วยการทำงานหามรุ่งหามค่ำ มากจนเสียสุขภาพตนเองในระยะยาว หรือมากจนละเลยหน้าที่ในครอบครัว บุตรหลานขาดการอบรมเลี้ยงดู เติบใหญ่มาเป็นคนที่ขาดคุณภาพ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสทั้งสิ้น แม้ธุรกิจจะมีผลกำไรทางบัญชีสูงจากกรณีนี้ แต่เมื่อหักลบกลบค่าเสียโอกาสแล้ว ก็จะมีผลกำไรทางเศรษฐศาสตร์ที่ติดลบจำนวนมหาศาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างของการเบียดเบียนผู้อื่น คือ การทำการค้าแสวงหากำไรด้วยการเอาเปรียบผู้บริโภค การทุจริตคอร์รัปชัน การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สมบัติสาธารณะเพื่อสร้างรายได้แก่ธุรกิจเฉพาะกลุ่ม การหลบเลี่ยงภาษี การทิ้งกากของเสียสู่สิ่งแวดล้อมโดยไม่ผ่านกระบวนการบำบัด จะเห็นว่า มูลค่ากำไรทางบัญชีที่ปรากฏนั้น มิได้สะท้อนคุณภาพของกำไรที่มีต่อผลกระทบสู่ภายนอก (Externalities) ทั้งมิติทางสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม แต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการธุรกิจที่ถอดความได้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นไปในลักษณะประสานประโยชน์ซึ่งกันและกัน เข้าทำนอง “ได้ประโยชน์ตน แต่ไม่เสียประโยชน์ท่าน” ดัง พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2550 ที่ว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“...ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พอเพียงคืออะไร ไม่ใช่เพียงพอ คือว่า ไม่ได้หมายความว่า ให้ทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ทำกำไรก็ทำ ถ้าเราทำกำไรได้ดี มันก็ดี แต่ว่าขอให้มันพอเพียง ถ้าท่านเอากำไรหน้าเลือดมากเกินไป มันไม่ใช่พอเพียง นักเศรษฐกิจเขาว่าพระเจ้าอยู่หัว นี่คิดอะไรแปลกๆ ก็แปลกสิ ขายไม่ให้ได้กำไร ซื้ออะไรไม่ขาดทุน เป็นเศรษฐกิจพอเพียง คือไม่ต้องหน้าเลือด แล้วไม่ใช่จะมีกำไรมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ให้พอเพียง ไม่ใช่เรื่องของการค้าเท่านั้นเอง เป็นเรื่องของการพอเหมาะพอดี...” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ การสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มนักธุรกิจให้ได้ผลนั้น สิ่งสำคัญ คือผู้รับสารเองต้องพร้อมที่จะรับสารนั้นด้วย ซึ่งความพร้อมที่ว่านี้จะมาจาก 2 เงื่อนไข เงื่อนไขแรก คือ องค์กรหรือธุรกิจนั้นอาจกำลังประสบกับวิกฤติ มีปัญหาหนี้สิน หาทางออกไม่ได้ เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยตอบคำถาม หาทางออก และช่วยแก้ไขวิกฤติได้ ธุรกิจในกลุ่มนี้จะรับสารได้เร็ว เพราะต้องการแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ให้ดีขึ้น เรียกได้ว่า เห็นทุกข์ ก็เห็นธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ธุรกิจอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะเพลิดเพลินอยู่กับการค้าขาย ยังมีกำไร มีความสุขอยู่ และไม่จำเป็นต้องขวนขวายแนวทางใหม่ๆ ทำให้รับสารได้ยาก นักธุรกิจกลุ่มนี้จะต้องชี้ให้เห็นว่าหากทำธุรกิจโดยประมาทเช่นนี้ต่อไป วันหนึ่งข้างหน้าอาจจะไม่ยั่งยืน อาจจะต้องเจอกับวิกฤติ เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกันทางธุรกิจที่ดีพอ ซึ่งหากผู้ประกอบการในช่วงปี 2540 ได้รับรู้ ปฏิบัติตนและดำเนินธุรกิจตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ธุรกิจก็อาจไม่เจอกับวิกฤติจนถึงขั้นต้องปิดกิจการ ฉะนั้นถ้าผู้รับสารพร้อมที่จะรับ คนที่สื่อสารก็พร้อมที่จะส่งสารได้อย่างถูกต้อง ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาใหญ่ในการทำความเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่นักธุรกิจนั้น คือ การศึกษาทำความเข้าใจอย่างลวกๆ ผิวเผิน แล้วด่วนตีความไปตามกรอบคิดและประสบการณ์ของตนเอง เช่น คิดว่าเศรษฐกิจเพียงก็คือการประหยัด ไม่เป็นหนี้ หรือ เศรษฐกิจพอเพียงคือการที่อยู่อย่างสันโดษไม่ยุ่งกับใคร หรือเหมาะกับเกษตรกรมากกว่านักธุรกิจ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ การยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ ใช้เป็นเหตุผลที่ไม่ต้องทำอะไรไปมากกว่านี้ ซึ่งทั้งหลายที่กล่าวมานั้นเป็นการด่วนสรุปอย่างเข้าใจผิดทั้งหมด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้น การตีความที่เป็นอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ นักธุรกิจส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เรียกว่าน้ำเต็มแก้ว มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ทั้งจากความสำเร็จในธุรกิจที่ทำและจากการเป็นที่ยอมรับในวงสังคม หากนักธุรกิจเหล่านี้เปิดใจกว้างเพื่อทำความเข้าใจกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง ก็จะพบว่าเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ขัดกับเรื่องของทุนนิยม ไม่ได้ขัดกับเรื่องของธุรกิจที่ต้องแสวงหากำไร ไม่ได้ห้ามการเป็นหนี้ และเศรษฐกิจพอเพียงก็จำเป็นจะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่การอยู่คนเดียว ข้อเท็จจริงเหล่านี้ จะค้นพบได้ก็ต่อเมื่อเปิดใจเรียนรู้อย่างไม่เอนเอียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/12/news_25706038.php?news_id=25706038" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-6030914692394224400?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/6030914692394224400/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=6030914692394224400' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/6030914692394224400'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/6030914692394224400'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/02/blog-post_12.html' title='หลักธุรกิจในเศรษฐกิจพอเพียง'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-8885599791404979072</id><published>2008-02-06T10:52:00.000+07:00</published><updated>2008-02-06T10:57:13.865+07:00</updated><title type='text'>ซีเอสอาร์ &amp; ศก.พอเพียง คำตอบ"ธุรกิจเติบโตแบบยั่งยืน"</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;i&gt;ศรัญยู ตันติเสรี&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;“ซีเอสอาร์” CSR : Corporate Social Responsibility หรือ บรรษัทบริบาล หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ ได้ถูกพูดถึงอย่างมากในภาคธุรกิจ ในช่วงปีที่ผ่านมา กระทั่งถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะกับองค์กรธุรกิจไทย ที่ ซีเอสอาร์ ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการนำพาให้องค์กร สามารถเติบโตในระยะยาว หรือ การเติบโตอย่างยั่งยืน และซีเอสอาร์ นี้เองถือเป็นรูปธรรมของการประยุกต์ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผศ.ดร.สุขสรรค์ กันตะบุตร หัวหน้ากลุ่มวิจัยภาวะผู้นำ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และเลขาคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงการศึกษาวิจัยแนวทางปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน โดยการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า หากลองสังเกตดูจะเห็นว่า องค์กรที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ล้วนแล้วแต่ยึดนโยบายภายใต้ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยกันทั้งสิ้น และในความสำเร็จขององค์กรเหล่านี้ ก็จะมีเรื่องของ "ซีเอสอาร์" รวมอยู่ด้วย ซึ่งตนเองและทีมงานได้ทำการวิจัย “10 คุณลักษณะแนวทางปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจแบบเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อนำไปสู่การเติบโตแบบยั่งยืน ภายใต้กรอบ 10 ประการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยการศึกษาครั้งนี้ จะพิจารณาว่าองค์กรธุรกิจที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง มีอะไรเหมือนกันบ้าง และมาเปรียบเทียบว่าธุรกิจที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนอยู่ได้อย่างไร และปฏิบัติตนแตกต่างจากกระแสหลักอย่างไร โดยมีกรณีศึกษาของหลายบริษัท เช่น บริษัท บ้านอนุรักษ์กระดาษสา บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย บริษัท ชุมพรคาบาน่า บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ ฟูดส์ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยพิจารณาในรายละเอียดว่าบริษัทเหล่านี้ทำอะไรในกิจกรรมทางธุรกิจบ้าง ซึ่ง 10 ข้อที่ธุรกิจเหล่านี้ทำมีความแตกต่างจากกระแสหลักอย่างไร จากนั้นก็ดูธุรกิจของต่างประเทศ 28 องค์กรว่าเขามีอะไรที่เหมือน หรือแตกต่างจากธุรกิจในประเทศไทยบ้าง เช่นหากมีความเหมือนกัน ในเรื่องของ การให้ความสำคัญต่อพนักงาน การจ่ายเงินในการพัฒนาสังคม เหล่านี้ ก็จะเข้าข่ายการประยุกต์ใช้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงและ ซีเอสอาร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การพิจารณาเราดูจาก 3 ประการ คือ "การมีเพอฟอร์แมนซ์ที่ดี ทุกองค์กรมีเหมือนกัน รวมทั้งจะต้องผ่านวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมมาได้ และต้องมีความสามารถในการเป็นผู้นำในสายธุรกิจของตัวเองได้ด้วย” ดร.สุขสันต์ กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ซีเอสอาร์ หลักปฏิบัติศก.พอเพียงแบบก้าวหน้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เรื่องของบรรษัทบริบาล หรือ ซีเอสอาร์ ถือเป็นกลไกการดำเนินงานในกิจการที่เชื่อมโยงสู่กระบวนการภายนอก ที่จัดให้มีขึ้นภายใต้จุดมุ่งหมายที่ต้องการสร้างประโยชน์แก่กิจการและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การสงเคราะห์ช่วยเหลือส่วนรวมตามกำลังและความสามารถของกิจการ ในฐานะที่เป็นพลเมืองบรรษัท (Corporate Citizen) ในสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากนำหลักคุณธรรมในการดำเนินธุรกิจ เรื่อง ซีเอสอาร์ มาพิจารณาเทียบเคียงกับระดับของ "ความพอเพียง" ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วจะพบว่า ซีเอสอาร์ นั้น เป็นหลักปฏิบัติที่จัดอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า หมายถึงองค์กรธุรกิจที่กำหนดภารกิจด้าน ซีเอสอาร์ เป็นเรื่องสำคัญขององค์กร แสดงให้เห็นว่านโยบายของบริษัทนั้นๆ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับผู้มีส่วนได้เสียในองค์กรเท่านั้น แต่ยังได้ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร คือสังคมนั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ หลักการ ซีเอสอาร์ นั้น เป็นการเน้นให้องค์กรธุรกิจรู้จักคิดแบ่งปัน และดำเนินกิจการโดยไม่เบียดเบียนสังคมส่วนรวม การรู้จักให้ รู้จักช่วยเหลือ และเอาใจใส่ในการดูแลสังคม สงเคราะห์เกื้อกูลซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของกิจการในระยะยาว และซีเอสอาร์นี่เองจึงเป็นรูปธรรมของการประยุกต์ที่สำคัญในหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเราลองพิจารณาก็จะเห็นว่า ในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เงื่อนไขคุณธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความยั่งยืนในธุรกิจนั้น ประกอบด้วยคุณธรรม ซึ่งประกอบอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต สำหรับรองรับสนับสนุนวิชาความรู้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรง ส่วนที่สอง คือ ความอดทน มีความเพียร ประกอบการงานด้วยความตั้งใจ ไม่ละเลย ไม่ทอดทิ้ง เป็นความเพียรที่มีลักษณะกล้าแข็งไม่ขาดสาย มีความหนักแน่นอดทน ไม่ท้อถอย ทำให้การดำเนินงานรุดหน้าไปเรื่อยๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่สาม คือ ความรอบคอบระมัดระวัง ที่จะพิจารณาเรื่องต่างๆ ให้กระจ่างแจ้งในทุกแง่ทุกมุม ก่อนที่จะจัดการให้ถูกจุดถูกขั้นตอน ส่วนคุณธรรม ที่เกี่ยวกับความเมตตา การแบ่งปัน การช่วยเหลือเกื้อกูล ประสานงาน และประสานประโยชน์กัน ประกอบอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เศรษฐกิจพอเพียงในระดับก้าวหน้า มุ่งให้องค์กรหรือกลุ่มคนทำสาธารณประโยชน์ และการทำสาธารณประโยชน์นี้เองก็คือ การทำซีเอสอาร์ ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบต่อสังคมนั่นเอง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/05/news_25654806.php?news_id=25654806" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-8885599791404979072?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/8885599791404979072/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=8885599791404979072' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8885599791404979072'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8885599791404979072'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/02/blog-post.html' title='ซีเอสอาร์ &amp; ศก.พอเพียง คำตอบ&quot;ธุรกิจเติบโตแบบยั่งยืน&quot;'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-3472666675840425524</id><published>2008-01-22T09:34:00.005+07:00</published><updated>2011-07-07T18:43:04.264+07:00</updated><title type='text'>ข่าวสาร (ปี 2550)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;table cellspacing="0" cellpadding="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2006/02/blog-post_01.html"&gt;ปี 54&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2011/07/2553.html"&gt;ปี 53&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/2552.html"&gt;ปี 52&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2010/06/2551.html"&gt;ปี 51&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;ปี 50&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2549_30.html"&gt;ปี 49&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/01/2548.html"&gt;ปี 48&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;table width="100%" cellpadding="5" cellspacing="0" border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ศีล 4 กับเศรษฐกิจพอเพียง "&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/09/4.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6935 (18 กันยายน, 2550): หน้า 13.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ธรรมะในเศรษฐกิจพอเพียง"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/09/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6928 (11 กันยายน, 2550): หน้า 10.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"การกระจาย ผลผลิต-รายได้-ความสุข"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/08/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6894 (8 สิงหาคม, 2550): หน้า 12.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"บรรษัทภิบาล vs. บรรษัทบริบาล"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/07/corporate-governance-5-corporate-social.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6886 (31 กรกฎาคม, 2550): หน้า 10.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ค่าเงินบาท กับ หน้าที่ของเงิน"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/07/blog-post_17.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6872 (17 กรกฎาคม, 2550): หน้า 13.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ดัชนี GNH (สุขแต่เฉื่อย) - GDP (เหนื่อยแต่ทุกข์)"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/07/gnh-gdp.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6865 (10 กรกฎาคม, 2550): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"จุดตรวจตราความพอเพียงของเศรษฐกิจชุมชน"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/07/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6858 (3 กรกฎาคม, 2550): หน้า 11.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ที่หมายประเทศไทยในบริบทของเศรษฐกิจพอเพียง"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/06/blog-post_26.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6851 (26 มิถุนายน, 2550): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ประเทศไทยกำลังขาดทั้งเครื่องยนต์และพวงมาลัย"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/06/blog-post_19.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6844 (19 มิถุนายน, 2550): หน้า 12.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง กับการพัฒนาประเทศ"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/06/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6837 (12 มิถุนายน, 2550): หน้า 10.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"Balanced Scorecard: เครื่องแสดงอิทัปปัจยตาทางธุรกิจ"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/06/balanced-scorecard.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6830 (5 มิถุนายน, 2550): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"Scenario Planning: เครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันในธุรกิจ"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/05/scenario-planning.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6823 (29 พฤษภาคม, 2550): หน้า 13.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ก้าวแรก โรดแมพเศรษฐกิจพอเพียง"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/05/blog-post_23.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6816 (22 พฤษภาคม, 2550): หน้า 12.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;ข่าวประจำวัน, &lt;b&gt;"ปลุกกระแสพอเพียง ทางเลือกใหม่เปิดเครือข่ายขยายทั่วโลก"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/05/blog-post_17.html"&gt;หนังสือพิมพ์คม-ชัด-ลึก&lt;/a&gt; ฉบับที่ 2033 (15 พฤษภาคม, 2550): หน้า 1.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;เศรษฐกิจ-การเมือง, &lt;b&gt;"รัฐ-เอกชนผุดโรดแมพ ศก.พอเพียง"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/05/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6809 (15 พฤษภาคม, 2550): หน้า 5.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;Watchdog, &lt;b&gt;"Why sufficiency economy is good for businesses"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/05/why-sufficiency-economy-is-good-for.html"&gt;The Nation&lt;/a&gt;, Volume 32, No 51518 (May 13, 2007): Page 6A.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;Business, &lt;b&gt;Sufficiency economy "has been with us for some time, but piecemeal"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/05/sufficiency-economy-has-been-with-us.html"&gt;The Nation&lt;/a&gt;, Volume 32, No 51517 (May 12, 2007): Page 1B.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;CNBC Strategic Forum, &lt;b&gt;"The Sufficiency Economy: A Path to Sustainable Growth"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/05/cnbc-strategic-forum.html"&gt;CNBC Asia Television&lt;/a&gt;, May 11, 2007.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"แก้มลิง" ทางการเงิน&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/04/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6788 (24 เมษายน, 2550): หน้า 12.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจที่ชั้นฐานราก"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/04/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6781 (17 เมษายน, 2550): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"กระตุ้นเศรษฐกิจแบบ 3 ชั้น"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/04/3.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6767 (3 เมษายน, 2550): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"พอเพียงแล้วห้ามกู้เงินหรือไม่"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/03/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6760 (27 มีนาคม, 2550): หน้า 12.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ข้อเสนอแนะ 6 ประการ (3)"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/03/6-3.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6753 (20 มีนาคม, 2550): หน้า 12.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ข้อเสนอแนะ 6 ประการ (2)"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/03/6-2.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6746 (13 มีนาคม, 2550): หน้า 10.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ข้อเสนอแนะ 6 ประการ (1)"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/03/6-1.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6739 (6 มีนาคม, 2550): หน้า 13.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"อย่างไรถึงเรียกว่ามีเหตุผล"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/02/blog-post_20.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6725 (20 กุมภาพันธ์, 2550): หน้า 10.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;ธุรกิจการตลาด, &lt;b&gt;"เศรษฐกิจพอเพียงยุคใหม่ สร้างแบรนด์ไทยสู่ความสำเร็จยั่งยืน"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/02/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6720 (15 กุมภาพันธ์, 2550): หน้า 31.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"เรื่องที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง"&lt;/b&gt; (&lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/02/blog-post.html"&gt;1&lt;/a&gt;) (&lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/02/blog-post_12.html"&gt;2&lt;/a&gt;) หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับที่ 6718 (13 กุมภาพันธ์, 2550): หน้า 10.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"บริโภคอย่างไรให้ชีวิตสมดุล"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/01/blog-post_30.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6704 (30 มกราคม, 2550): หน้า 10.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"การผลิตที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/01/blog-post_23.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6697 (23 มกราคม, 2550): หน้า __.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"เศรษฐกิจพอเพียงในมุมมองของ UNDP"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/01/blog-post_18.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6692 (18 มกราคม, 2550): หน้า 11.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ซีเอสอาร์:รูปธรรมของความพอเพียงในธุรกิจ"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/01/blog-post_09.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6683 (9 มกราคม, 2550): หน้า 10.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5%" valign="top"&gt;-&lt;/td&gt;&lt;td width="95%" valign="top"&gt;พอเพียงภิวัตน์, &lt;b&gt;"ศักราชแห่งความพอเพียงในชนทุกระดับชั้น"&lt;/b&gt;, &lt;a href="http://se-faq.blogspot.com/2007/01/blog-post.html"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; ฉบับที่ 6676 (2 มกราคม, 2550): หน้า 12.&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-3472666675840425524?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/3472666675840425524/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=3472666675840425524' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3472666675840425524'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3472666675840425524'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/01/2550.html' title='ข่าวสาร (ปี 2550)'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-6804657663440832030</id><published>2008-01-22T09:21:00.000+07:00</published><updated>2008-01-22T09:31:00.342+07:00</updated><title type='text'>การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐกิจที่พัฒนาจนมาเป็นระบบที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้นั้น ล้วนมีพื้นฐานจากกิจกรรมหลักสองประการ ได้แก่ &lt;b&gt;กิจกรรมการผลิต&lt;/b&gt; และ&lt;b&gt;กิจกรรมการบริโภค&lt;/b&gt; หากระบบใดมีภาวะของการผลิตเท่ากับภาวะของการบริโภคแล้ว ก็จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่สมดุลในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยแวดล้อมภายนอกใดๆ เรียกว่าเป็นระบบที่อยู่ในภาวะอุดมคติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความเป็นจริง ระบบเศรษฐกิจในชุมชนหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ จะไม่สามารถดำรงภาวะคงตัวได้อย่างสมบูรณ์ในตัวเอง จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนหรือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ชุมชนจึงอาจผลิตของที่มิได้ใช้เพื่อการบริโภคเองทั้งหมด หรือก็มิได้บริโภคในสิ่งที่ตัวเองผลิตได้เท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตราบเท่าที่ชุมชนนั้นๆ สามารถที่จะรักษาสัดส่วน หรือขนาดของการผลิตให้เท่ากับสัดส่วนหรือขนาดของการบริโภคอยู่ได้ ชุมชนนั้นก็จะไม่ประสบกับปัญหาในระบบเศรษฐกิจ แต่หากเมื่อใดก็ตามที่ชุมชนนั้นไม่สามารถรักษาระดับของการผลิตให้ใกล้เคียงกับระดับของการบริโภคเป็นระยะเวลานาน ในกรณีนี้คือ สัดส่วนการผลิตน้อยกว่าสัดส่วนการบริโภค ชุมชนก็จะประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ เกิดภาวะที่ต้องพึ่งพาปัจจัยการบริโภคจากภายนอกมาก ซึ่งหากไม่พยายามลดสัดส่วนการบริโภคของตัวเองลง ก็จะต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคเหล่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="FF0000"&gt;&lt;b&gt;การพัฒนาในยุคที่ผ่านมา ยังทำให้กิจกรรมการผลิตและการบริโภคในระบบเศรษฐกิจนั้นแยกออกต่างหากจากกันอย่างเด็ดขาด ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องบริโภคในสิ่งที่ตนเองผลิตได้ ในขณะที่ผู้บริโภคก็ไม่จำเป็นต้องผลิตในสิ่งที่ตนเองต้องการบริโภค&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลที่ตามมาก็คือ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนและการจัดสรรผลผลิตในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเดิมมุ่งเน้นที่การแลกเปลี่ยนและการจัดสรรผลผลิต กลายมาเป็นกิจกรรมการแลกเปลี่ยนและการจัดสรรผลผลิตที่นอกจากจะใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแล้ว ยังใช้เงินทำหน้าที่ในการรักษามูลค่า ใช้เป็นทุน และใช้เป็นสินค้าได้ด้วย ผู้ผลิตจึงมุ่งผลิตสินค้าและบริการขายแลกกับเงินเพื่อการสะสมทุนและการลงทุนสำหรับการผลิตในรอบต่อไป ในขณะที่ผู้บริโภคก็มุ่งทำงานแลกกับเงินเพื่อการเก็บออมและการใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าและบริการ พัฒนาการของระบบเศรษฐกิจจึงเข้าสู่ยุคทุนนิยมไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ด้วยเหตุนี้ ทุกชุมชนต่างก็พยายามแข่งขันกันเพื่อความอยู่รอด และเพื่อสะสมความมั่งคั่งไว้ในชุมชนของตัว สภาวการณ์ของการแข่งขันเช่นนี้ ก่อให้เกิดผลได้ผลเสียในระบบเศรษฐกิจของแต่ละชุมชน ชุมชนใดที่ไม่สามารถปรับตัวหรือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันกับชุมชนอื่นๆ ได้ ก็จะถูกดึงเอาทรัพยากรและความมั่งคั่งออกไปจากชุมชน จะเกิดการเอารัดเอาเปรียบจากภายนอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนระบบเศรษฐกิจในชุมชนนั้นล่มสลายในที่สุด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน มักมุ่งไปที่ความพยายามในการลดการเอารัดเอาเปรียบจากภายนอก โดยใช้วิธีการชดเชยหรือมาตรการตอบโต้ในรูปแบบต่างๆ ผ่านทางหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือหรือเข้าไปแก้ไขปัญหา อาทิเช่น ขบวนการช่วยเหลือจากมูลนิธิในรูปของเงินบริจาค ทุนการศึกษา ทุนประกอบอาชีพ ฯลฯ ขบวนการอุดหนุนจากหน่วยงานรัฐในรูปของโครงการจำนำผลผลิต โครงการประกันราคาผลผลิต การจัดมหกรรมหรือนิทรรศการเพื่อระบายผลผลิต ฯลฯ และขบวนการเพิ่มอำนาจต่อรองจากองค์การพัฒนาเอกชนในรูปของการรวมกลุ่มชาวบ้าน เพื่อเรียกร้องให้เกิดการแก้ปัญหา การเผยแพร่ปัญหาให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง การสร้างกลุ่มแกนนำชุมชน ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="FF0000"&gt;&lt;b&gt;แม้แต่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยการสร้างศักยภาพทางการแข่งขัน หรือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ก็อาจจะไม่ช่วยลดภาวะความเสียเปรียบไปได้ และอาจจัดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จึงควรมุ่งให้ชุมชนมี &lt;font color="0000FF"&gt;&lt;b&gt;"การผลิตหรือการบริโภคเพื่อแก้ทุกข์"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; โดยเริ่มจากสิ่งที่เป็นความจำเป็นพื้นฐาน หรือปัจจัยสี่และสิ่งที่เป็นความมั่นคงปลอดภัยในการดำรงชีวิต เป็นพื้นฐานก่อน และหากมีศักยภาพเหลือพอ จึงค่อยมี &lt;font color="0000FF"&gt;&lt;b&gt;"การผลิตหรือการบริโภคเพื่อสร้างสุข"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; ในสิ่งที่เป็นความสะดวกสบายหรือสิ่งที่เป็นความหรูหราได้บ้าง แต่สิ่งที่ชุมชนพึงละเว้นเด็ดขาด คือ &lt;font color="FF0000"&gt;&lt;b&gt;"การผลิตหรือการบริโภคเพื่อสร้างทุกข์"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; ในสิ่งที่เป็นอบายมุขต่างๆ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชุมชนโดยรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพิจารณากิจกรรมการผลิตและการบริโภคข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงทางเลือกในกระบวนการผลิตและการบริโภคที่ควรนำไปสู่ "การสิ้นไปของความทุกข์" มากกว่าการใช้ทรัพยากรไปเพื่อการสร้างสุขหรือความพึงพอใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการตัดสินใจเลือกเส้นทางการผลิตและการบริโภคโดยใช้เหตุผลจากการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ตลอดจนคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากทางเลือกนั้นๆ อย่างรอบคอบ เป็นคุณลักษณะด้าน &lt;font color="0000FF"&gt;&lt;b&gt;"ความมีเหตุผล"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการแก้ไขโดยการลดสัดส่วนการบริโภคให้มีปริมาณพอเหมาะพอดีกับสัดส่วนการผลิต เป็นคุณลักษณะด้าน &lt;font color="0000FF"&gt;&lt;b&gt;"ความพอประมาณ"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งส่งผลให้สามารถลดภาระหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมมา เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคในส่วนที่เกินกำลังการผลิตของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่การแก้ไขโดยการผลิตในสิ่งที่ต้องบริโภคใช้สอยในครัวเรือนหรือในชุมชน หรือการบริโภคในสิ่งที่ชุมชนผลิตได้เอง ไม่ต้องซื้อหามาจากภายนอก เป็นความพยายามที่จะไม่ทำให้กิจกรรมการผลิตและการบริโภคในระบบเศรษฐกิจนั้นแยกออกต่างหากจากกันอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ เพื่อการสร้าง &lt;font color="0000FF"&gt;&lt;b&gt;"การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว"&lt;/b&gt;&lt;/font&gt; อันเป็นอีกคุณลักษณะหนึ่งในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาจากภายนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ด้วยวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ เป็นการแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงความสมดุล ที่ถึงพร้อมด้วยคุณลักษณะทั้งสามประการ คือ ความมีเหตุผล ความพอประมาณ และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงโดยแท้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/01/22/news_25550920.php?news_id=25550920" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-6804657663440832030?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/6804657663440832030/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=6804657663440832030' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/6804657663440832030'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/6804657663440832030'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2008/01/blog-post.html' title='การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-1341318473711969004</id><published>2007-09-18T13:09:00.000+07:00</published><updated>2007-09-18T13:19:28.650+07:00</updated><title type='text'>ศีล 4 กับเศรษฐกิจพอเพียง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความต้องการ เป็นมูลฐานสำคัญที่ทำให้เกิดวิชาเศรษฐศาสตร์ เมื่อความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด ไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่สิ่งของและบริการที่มนุษย์ต้องการมีจำนวนจำกัด เศรษฐศาสตร์จึงเข้ามามีส่วนในการจัดการ จัดแบ่งให้มีการบริโภคที่จะสนองความต้องการของมนุษย์ให้มากที่สุด ความต้องการนี้เองเป็นตัวบังคับให้มนุษย์ทำงาน ให้มนุษย์ผลิตคิดค้นจนเกิดมีความมั่งคั่งและมีสวัสดิการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่พัฒนามาจากอารยธรรมตะวันตก ถือว่าความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นสัญชาตญาณตามปกติของมนุษย์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจตามสายการพัฒนานี้ จึงมุ่งตอบสนองความต้องการเพื่อให้มนุษย์ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด โดยเชื่อว่ายิ่งได้บริโภคมากยิ่งมีความพึงพอใจมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ค่านิยมการดำเนินชีวิตในกระแสนี้ ได้ให้ความสำคัญกับความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของสินค้าและบริการว่าเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของความกินดีอยู่ดีของคนในสังคม&lt;/b&gt; ยิ่งมีสินค้าและบริการที่สามารถรองรับการบริโภคมากก็ยิ่งแสดงถึงความกินอยู่ที่บริบูรณ์มาก จึงไม่น่าแปลกใจว่าเครื่องชี้สภาวะทางเศรษฐกิจหลักในทุกวันนี้ ได้แก่ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่เป็นการวัดมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมดที่ผลิตได้ภายในอาณาเขตประเทศในช่วงระยะเวลาหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผลิตในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง การสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดออกมาหรือทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นคำนิยามที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งธรรมชาติ แท้ที่จริงแล้ว การผลิต หมายถึง การแปรสภาพสิ่งหนึ่งให้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง จากวัตถุอย่างหนึ่งไปเป็นวัตถุอีกอย่างหนึ่ง จากแรงงานอย่างหนึ่งไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่ถูกแปรสภาพคือ ปัจจัยการผลิต เมื่อผ่านกระบวนการแปรสภาพแล้วเรียกว่า ผลผลิต ซึ่งเป็นได้ทั้ง สินค้าและบริการ รวมทั้งของเสีย การแปรสภาพนี้เป็นการทำให้เกิดสภาพใหม่โดยทำลายสภาพเก่า ดังนั้น ในกระบวนการผลิตมักจะมีการทำลายอยู่ด้วยเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การผลิตที่มิได้คำนึงว่าทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด ก่อให้เกิดการทำลายทรัพยากรและพลังงานจนเกินขีดความสามารถที่จะนำปัจจัยเหล่านั้นมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ ส่วนการผลิตคราวละมากๆ โดยหวังผลของการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) ในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ได้เป็นผลผลิตส่วนเกิน ซึ่งแม้จะไม่ใช่ของเสียจากการผลิต แต่เมื่อไม่สามารถใช้งานได้หรือจำหน่ายได้ ถูกทิ้งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเองตามธรรมชาติโดยไม่มีประโยชน์ใดๆ เท่ากับว่า ปัจจัยเหล่านั้นถูกทำลายให้กลายเป็นของเสีย ถือว่าเป็นของเสียจากการผลิตเช่นกัน การผลิตเหล่านี้ได้สร้างมลภาวะและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาของโลกปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การแก้ไขที่ต้นเหตุเพื่อปรับให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คือ การลบล้างความเชื่อที่ผิดๆ ว่า ความต้องการของมนุษย์นั้นไร้ขอบเขตและมีไม่จำกัดด้วยสัญชาติญาณ สู่ความจริงที่ถูกต้องว่า &lt;font color="0000FF"&gt;ความต้องการของมนุษย์นั้นมีขอบเขตและจำกัดได้ด้วยปัญญาญาณ&lt;/font&gt;&lt;/b&gt; เมื่อความต้องการมีขอบเขตจำกัด การผลิตก็จะเกิดการปรับตัวให้อยู่ในระดับที่สมดุลกับความต้องการในการบริโภค เช่น การผลิตที่เกินขีดความสามารถการหมุนเวียนของทรัพยากรทางธรรมชาติ และการผลิตที่ก่อให้เกิดผลผลิตส่วนเกินหรือของเสียที่สร้างมลภาวะและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ก็จะลดน้อยลง หนทางของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในลักษณะดังกล่าว ก็คือ &lt;b&gt;ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/b&gt;นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปรับระบบเศรษฐกิจให้ดำเนินไปอย่างเป็นปกติ สามารถใช้ &lt;b&gt;ศีล&lt;/b&gt; เป็นเครื่องกำกับ เนื่องจาก สี-ละ ตามความหมายเดิมแปลว่า ปกติ หากสิ่งใดเป็นไปด้วยความปกติ ไม่วุ่นวาย ก็เรียกว่า สี-ละ ศีลที่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อันได้แก่ กระบวนการผลิต (Production) กระบวนการบริโภค (Consumption) เรื่องอรรถประโยชน์ (Utility) และการกระจายผลผลิต (Distribution) ในที่นี้ขอเรียกว่า ศีล 4 ทางเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;b&gt;อาชีวปาริสุทธิศีลในการผลิต&lt;/b&gt; คือ การเลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ การไม่ประกอบอาชีพที่เป็นการเบียดเบียน ก่อความเดือดร้อนเสียหายแก่ชีวิตอื่น แก่สังคม หรือทำให้ชีวิต จิตใจ และสังคมเสื่อมโทรมตกต่ำ แต่หาเลี้ยงชีพโดยทางสุจริตด้วยความอุตสาหะพากเพียร สอดคล้องกับทัศนะของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้ผลิตหรือทำกิจการงานเพื่อให้เป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ มีขนาดพอประมาณ ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป จนทำให้เกิดการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. &lt;b&gt;ปัจจัยสันนิสิตศีลในการบริโภค&lt;/b&gt; คือ การบริโภคปัจจัย 4 และสิ่งของเครื่องใช้ทั้งหลาย มีความรู้ความเข้าใจในคุณค่าแท้จริงของสิ่งนั้นด้วยปัญญา สอดคล้องกับทัศนะของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้บริโภคอย่างพอประมาณ ไม่หลงติดไปกับคุณค่าพอกเสริมหรือตามกระแสบริโภคนิยมจนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ทั้งตนเองและผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. &lt;b&gt;อินทรียสังวรศีลในเรื่องอรรถประโยชน์&lt;/b&gt; คือ การมิให้ถูกความชอบ ชัง ติดใจ หรือขัดใจ เข้ามาครอบงำ ให้รับรู้ตามความเป็นจริง โดยมีสติเป็นเครื่องกำกับ ใช้อินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำหน้าที่รู้หรือรับความรู้ (ซึ่งเป็นไปเพื่อการศึกษาหาความรู้) มากกว่าใช้ทำหน้าที่รู้สึกหรือรับความรู้สึก (ซึ่งเป็นไปเพื่อการเสพความรู้สึก) สอดคล้องกับทัศนะของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้คำนึงถึงความมีเหตุมีผล ปราศจากอคติ สามารถพิจารณาถึงเหตุปัจจัยในสิ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องว่ามีคุณค่าหรือก่อให้เกิดประโยชน์เพียงใด ตลอดจนให้คำนึงถึงความคุ้มค่ามากกว่าความคุ้มทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. &lt;b&gt;ปาฏิโมกขสังวรศีลในการกระจายผลผลิต&lt;/b&gt; คือ การจัดระเบียบแบบแผนความสัมพันธ์ต่างๆ ให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม คำนึงถึงการกระจายผลผลิตเพื่อเป็นการสร้างหลักประก้นหรือความมั่นคงในชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุข ปิดกั้นโอกาสที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ รวมถึงสงเคราะห์เกื้อกูลผู้อื่นด้วยความสมัครใจโดยมีศรัทธาเป็นเครื่องกำกับ สอดคล้องกับทัศนะของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้คำนึงถึงการมีระบบภูมิคุ้มกันด้วยการไม่สร้างหนี้ ใช้จ่ายภายในกำลังของตัว รวมทั้งสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เกื้อหนุนโดยการอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นก่อน ซึ่งที่สุดแล้ว ก็จะส่งผลกลับมาอำนวยประโยชน์แก่ตนให้อยู่รอดและเติบโต เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการช่วยเหลือผู้อื่นและส่วนรวมให้ยืนอยู่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/09/18/news_24643638.php?news_id=24643638" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-1341318473711969004?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/1341318473711969004/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=1341318473711969004' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/1341318473711969004'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/1341318473711969004'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/09/4.html' title='ศีล 4 กับเศรษฐกิจพอเพียง'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-3381744739839262997</id><published>2007-09-11T14:46:00.000+07:00</published><updated>2007-09-11T14:52:08.884+07:00</updated><title type='text'>ธรรมะในเศรษฐกิจพอเพียง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ความใคร่รู้ประการหนึ่งสำหรับบุคคลที่สนใจศึกษาเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ คำถามที่ว่า &lt;b&gt;ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีความสัมพันธ์กับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามากน้อยเพียงใด&lt;/b&gt; ซึ่งหากจะตอบอย่างผู้ที่ยังไม่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าหรือใช้วิธีคาดเดาเบื้องต้น ก็จะได้คำตอบว่า ต้องมีความเกี่ยวข้องกันไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความนี้ จะขอหยิบยกหลักพุทธธรรมที่สำคัญ ได้แก่ มัชฌิมาปฏิปทา โยนิโสมนสิการ และอัปปมาทธรรม มาสำรวจเปรียบเทียบกับคุณลักษณะที่สำคัญในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน เพื่อค้นหาว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างกันมากน้อยเพียงใด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักธรรมข้อแรก คือ &lt;b&gt;มัชฌิมาปฏิปทา&lt;/b&gt; เป็นการประมวลหลักความประพฤติปฏิบัติ หรือระบบจริยธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ที่เป็นอริยสัจข้อสุดท้าย คือ มรรค เป็นคำสอนภาคปฏิบัติ ที่จะช่วยให้การดำเนินสู่จุดหมายตามแนวทางของกระบวนธรรมที่รู้เข้าใจแล้วนั้น เป็นผลสำเร็จขึ้นมาในชีวิตจริง หรือเป็นวิธีการใช้กฎเกณฑ์แห่งกระบวนการของธรรมชาติให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตจนถึงที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งประกอบด้วย องค์ประกอบ 8 อย่าง ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การกระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ และจิตมั่นชอบ เป็นส่วนประกอบของทางสายเดียว ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งระดับศีล สมาธิ และปัญญา มิใช่ทาง 8 ทาง หรือหลักการที่นำมาปฏิบัติให้เสร็จสิ้นไปทีละข้อต่างหากจากกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักธรรมข้อที่สอง คือ &lt;b&gt;โยนิโสมนสิการ&lt;/b&gt; หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การกระทำในใจโดยแยบคาย พยายามทำความเข้าใจสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสายแยกแยะออกพิเคราะห์ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบ และโดยอุบายวิธีให้เข้าใจสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยนิโสมนสิการเป็นองค์ธรรมในกระบวนการพัฒนาปัญญา ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการพัฒนาจิต และเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฐิ ทั้งนี้ โยนิโสมนสิการยากที่จะเกิดได้ในตนเองจากการฝึกฝนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะอาจจะได้รับข้อมูลหรือข้อมูลที่มีอยู่ รวมทั้งที่หามาได้จากการค้นคว้าด้วยตัวเองไม่เพียงพอ การมีกัลยาณมิตรจึงเป็นปัจจัยหนุนช่วยที่สำคัญ และถ้าได้กัลยาณมิตรที่เป็นผู้ที่มีความรอบรู้และมีความหวังดีอย่างแท้จริง ก็จะยิ่งช่วยให้โยนิโสมนสิการทำงานได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น จึงอาจจะกล่าวได้ว่า กัลยาณมิตรเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแต่ยังไม่พอเพียง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยนิโสมนสิการ ถูกจัดว่าเป็นระดับของการพัฒนาปัญญาในขั้นที่อยู่เหนือศรัทธา เพราะเป็นขั้นที่ใช้ความคิดของตนเองอย่างเป็นอิสระ ถือเป็นการใช้ปัจจัยภายใน ที่เป็นแกนหรือปัจจัยหลักในกระบวนการพัฒนาปัญญา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักธรรมข้อที่สาม คือ &lt;b&gt;อัปปมาทะ&lt;/b&gt; หรือความไม่ประมาท หมายถึง ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ หรือความเพียรที่มีสติเป็นเครื่องเร่งเร้าและควบคุม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติปฏิบัติและการกระทำทุกอย่าง มีความระมัดระวังตัว ไม่ยอมถลำไปในทางเสื่อม แต่ไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความดีงามและความอันจะต้องรับผิดชอบ ไม่ยอมปล่อยปละละเลย การทำการด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง รอบคอบและรุดหน้าเรื่อยไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัปปมาทะ จัดเป็นปัจจัยภายในเช่นเดียวกับโยนิโสมนสิการ ต่างกันตรงที่ว่าโยนิโสมนสิการเป็นองค์ธรรมในระดับปัญญา เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ทำการพัฒนาปัญญา ในขณะที่อัปปมาทะเป็นองค์ธรรมในระดับสมาธิ เป็นตัวควบคุมเร่งเร้าให้มีการใช้อุปกรณ์นั้นอย่างรุดหน้าเรื่อยไป อัปปมาทะจึงจัดเป็นองค์ธรรมเหตุที่เกื้อหนุนให้เกิดองค์ธรรมในระดับสมาธิ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากพิจารณาหลักธรรมทั้งสามประกอบกัน จะพบว่า &lt;b&gt;มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง คือ องค์ประกอบในฐานะที่เป็นวิธีการหรือหนทางของการพัฒนาตน&lt;/b&gt; (เปรียบเหมือนเส้นทาง) เป็นเรื่องของข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมาย ปลอดจากปัญหา ไม่ข้องแวะกับที่สุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง มีความเกี่ยวเนื่องกับคุณลักษณะแรกของความพอเพียง คือ ความพอประมาณ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่&lt;b&gt;โยนิโสมนสิการ คือ องค์ประกอบในฐานะที่เป็นเครื่องอำนวยสนับสนุนการพัฒนาตน&lt;/b&gt; (เปรียบเหมือนเครื่องยนต์) เป็นเรื่องของความคิดพิจารณาสืบสาวหาเหตุผลจนตลอดสายให้เห็นกิจกรรมต่างๆ ตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดคุณลักษณะที่สองของความพอเพียง คือ ความมีเหตุผล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วน&lt;b&gt;อัปปมาทธรรม คือ องค์ประกอบในฐานะที่เป็นเครื่องกำกับการพัฒนาตน&lt;/b&gt; (เปรียบเหมือนพวงมาลัย) เป็นเรื่องของการดำเนินกิจกรรมโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับ ไม่ให้ตกต่ำและเสื่อมถอย มีการกระทำอย่างระมัดระวังตัว รอบคอบและรุดหน้าเรื่อยไป เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดคุณลักษณะที่สามของความพอเพียง คือ การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากที่หลักพุทธธรรมและคุณลักษณะของความพอเพียงในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสามส่วนจะมีความคล้ายคลึงกันจนแยกไม่ออกแล้ว ส่วนที่เป็นเงื่อนไขความรู้และคุณธรรมในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น แท้ที่จริงคือ ปัจจัยซึ่งทำหน้าที่เป็นสาเหตุให้การกระทำหรือพฤติกรรมให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม หรือเรียกว่าเป็น "สัมมา" กระบวนการที่เปรียบได้กับองค์ธรรมฝ่ายสมาธิและองค์ธรรมฝ่ายปัญญาในมัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/09/11/news_24592194.php?news_id=24592194" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-3381744739839262997?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/3381744739839262997/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=3381744739839262997' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3381744739839262997'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/3381744739839262997'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/09/blog-post.html' title='ธรรมะในเศรษฐกิจพอเพียง'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-4543410627392965646</id><published>2007-08-17T14:41:00.000+07:00</published><updated>2007-08-17T15:03:04.749+07:00</updated><title type='text'>การกระจาย ผลผลิต-รายได้-ความสุข</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;การกระจายผลผลิต ถือว่าเป็นเป้าหมายขั้นกลางของวิชาเศรษฐศาสตร์ เพราะจุดมุ่งหมายของการผลิตก็เพื่อการบริโภค การกระจายผลผลิตเพื่อการบริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญ ปริมาณผลผลิตที่แต่ละบุคคลได้รับถือว่าเป็นสวัสดิการของแต่ละบุคคล และหากพิจารณาจากสวัสดิการของทุกๆ คนรวมกัน อาจเรียกว่าเป็นสวัสดิการสังคม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไป สังคมอยู่ดีมีสุข เป็นผลมาจากการที่สังคมมีการผลิตที่ให้ผลผลิตรวมเพียงพอสำหรับทุกคน โดยยึดหลักว่าแต่ละคนไม่ควรที่จะได้รับผลผลิตน้อยลงกว่าเดิม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในมุมมองของเศรษฐกิจพอเพียง การพิจารณาว่าสังคมจะอยู่ดีมีสุขหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับกระบวนการกระจายผลผลิตในสังคม นอกเหนือจากการให้ความสำคัญที่ปริมาณผลผลิต โดยยึดหลักว่าผู้ที่ยังมีความทุกข์จากการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต ควรต้องได้รับสิ่งเหล่านั้นโดยถ้วนหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักการกระจายผลผลิตที่ใช้จุดยืนในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน (Self-Interest) และจุดยืนในเรื่องความยุติธรรม โดยอธิบายว่า เจ้าของปัจจัยการผลิตแต่ละคนควรจะได้รับการกระจายผลผลิตตามความสามารถในการผลิตของปัจจัยในการผลิตของเขา หรืออีกนัยหนึ่งคือ ปัจจัยการผลิตทุกปัจจัยควรจะได้รับผลตอบแทนตามผลิตภาพ (Productivity) ของปัจจัยการผลิตนั้นๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เนื่องจากผลประโยชน์ส่วนตน หรือจะเรียกว่า ความเห็นแก่ตัวนั้น มักถูกขยายขอบเขตไปเป็นความโลภ จนกลายเป็นตัวปัญหาของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางนี้โดยทั่วไปจะทำให้เจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพสูง เช่น ทุน หรือทักษะในการทำงานที่สังคมต้องการสูง ก็จะได้รับผลตอบแทนสูง ขณะที่ผู้ที่ยังมีความทุกข์ยากไม่ได้รับการแก้ไข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากใช้จุดยืนในเรื่องความจำเป็นพื้นฐาน โดยไม่อิงตามความสามารถในการผลิตของตัวเองก็จะมีข้อสรุปว่า การกระจายผลผลิตนั้นควรเป็นไปตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล แต่ทันทีที่มีการจัดสรรในลักษณะนี้ ก็จะมีปัญหาตามมาอีกว่า แต่ละคนจะแสดงถึงความจำเป็นของตนให้มาก ในขณะที่ไม่ใช้ความพยายามในการผลิตเท่าที่ควร โดยฐานคิดยังอยู่บนฐานเดิมคือ การเห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ ก่อให้เกิดการเบียดเบียนซึ่งกันและกันในสังคม จึงยังมิใช่แนวทางในการกระจายผลผลิตที่มุ่งให้เกิดการเบียดเบียนกันให้น้อยที่สุดเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิดในการกระจายผลผลิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จึงพยายามที่จะก้าวพ้นจากความคิดที่อธิบายเรื่องความเห็นแก่ตัวเป็นเรื่องปกติ หรือเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป โดยมีความเห็นว่า ธรรมชาติเดิมมีการจัดสรรให้มนุษย์ถือเอาสัดส่วนกันแต่พอดี อาศัยใช้ร่วมกันอยู่ได้ แต่เมื่อมนุษย์มีความเห็นแก่ตัว ก็เปิดช่องให้ตามใจกิเลส ชักจูงไปสู่การกอบโกย สะสมกักตุนผลผลิตไว้มากขึ้นๆ จนเกิดการไม่พอ มีการแย่งกันสะสมส่วนเกินจนต้องทะเลาะเบาะแว้ง รบพุ่งกัน ปัญหาก็เกิดขึ้นเรื่อยมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;หากมนุษย์เอาแต่เพียงพอดี ไม่คิดเอารัดเอาเปรียบ หรือแข่งกันกอบโกยส่วนเกิน กลับสู่วิถีปฏิบัติตามธรรมชาติเดิม ด้วยการจัดสรรผลผลิตส่วนเกินตามศีลธรรม ไม่ตามใจกิเลส ปัญหานี้ก็จะไม่เกิด&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้เศรษฐกิจพอเพียงมิได้ห้ามผลิตส่วนเกิน ทุกคนมีสิทธิที่จะผลิตส่วนเกินตามศักยภาพของตน แต่ต้องรู้จักวิธีบริหารส่วนเกิน เพื่อมิให้ทั้งตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน อยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข และมีจุดยืนที่เน้นการปลดเปลื้องกิเลสออกจากจิตใจ มิให้เป็นการเพาะเชื้อความเห็นแก่ตัวจนสร้างปัญหา สามารถอยู่ร่วมกันโดยไม่มีการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มีการแบ่งปันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเด็นของการกระจายรายได้ จะเกี่ยวข้องกับการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ การพัฒนาทักษะและขีดความสามารถที่จำเป็นต่อการประกอบการ โดยรายได้ที่เกิดขึ้นเป็นได้ทั้งรายได้จากการเป็นแรงงานในกระบวนการผลิตหรือลูกจ้าง และรายได้จากการเป็นเจ้าของกระบวนการผลิตหรือนายจ้าง โดยรัฐสามารถกำหนดนโยบายการลงทุนในโครงการต่างๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ และให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงเป็นธรรม มิให้เกิดการกระจุกตัวของรายได้อยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมุมมองของการประกอบการโดยทั่วไป มักจะมุ่งส่งเสริมที่&lt;b&gt;การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)&lt;/b&gt; เพื่อให้กิจการสามารถพัฒนาจากการอยู่รอดสู่การเจริญเติบโต สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในมุมมองของเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากการพัฒนาตนเองเพื่อให้ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้แล้ว ยังให้ความสำคัญกับ&lt;b&gt;การสร้างขีดความสามารถในการร่วมมือกัน (Collaborativeness)&lt;/b&gt; มีการแบ่งปัน ประสานงาน และประสานประโยชน์กัน เพื่อให้กิจการมี "ภูมิคุ้มกันที่ดี" และมีสภาพพร้อมรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ จากพันธมิตรรอบด้านที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการวิเคราะห์แนวคิดการกระจายผลผลิตและการกระจายรายได้กับกระบวนการผลิตข้างต้น หากนำกรอบของแนวคิดการกระจายผลผลิตมาวิเคราะห์กับกระบวนการบริโภค ซึ่งมีปัจจัยส่งออกคือ ความสุข ก็จะนำไปสู่การตอบปัญหาว่า &lt;b&gt;ในฐานะผู้บริโภค เรามีส่วนในการกระจายความสุขที่เกิดขึ้นจากกระบวนการบริโภคได้ โดยนอกจากที่จะได้แก่ตนเองแล้ว ยังสามารถที่จะแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นได้ด้วย&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างหนึ่งของการกระจายความสุขให้แก่ผู้อื่น ได้แก่ การยินดีที่จะให้ผู้อื่นมาร่วมอยู่ในกระบวนการบริโภคด้วย เช่น การใช้ประโยชน์จากปัจจัยการบริโภคร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี การพิจารณาสัดส่วนการกระจายความสุขนี้ สามารถใช้บ่งชี้ถึงการพัฒนาตนเองในระดับที่สูงขึ้นไป แสดงถึงความสามารถในการเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้อื่นได้ เป็นการพัฒนาตามลำดับขั้น ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่มีการเกื้อกูลซึ่งกันและกันในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/08/news_24344713.php?news_id=24344713" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-4543410627392965646?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/4543410627392965646/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=4543410627392965646' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/4543410627392965646'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/4543410627392965646'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/08/blog-post.html' title='การกระจาย ผลผลิต-รายได้-ความสุข'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-7469251625220733559</id><published>2007-07-17T10:00:00.000+07:00</published><updated>2007-07-17T12:17:20.481+07:00</updated><title type='text'>ค่าเงินบาท กับ หน้าที่ของเงิน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์ของค่าเงินบาทในปัจจุบัน ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการบริหารจัดการเพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ที่หากดำเนินการอย่างไม่รอบคอบ จะสามารถส่งผลต่อสภาวการณ์ทางสังคมและการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าเงินบาทที่แข็ง เป็นทั้ง “&lt;b&gt;เหตุ&lt;/b&gt;” ที่ก่อให้เกิดผลต่างๆ ติดตามมา เช่น ส่งออกได้ยากขึ้น กำไรจากการค้าขายกับเมืองนอกลดลง ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็ง ก็เป็น “&lt;b&gt;ผล&lt;/b&gt;” มาจากเหตุการณ์อื่นๆ เช่น เงินนอกไหลเข้ามามากด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;เมื่อให้ความสำคัญกับสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมมีค่าขึ้นมาทันที&lt;/i&gt; คือ สัจธรรมของเรื่องทั้งหมด การมองย้อนกลับไปพิจารณาว่าหน้าที่ของเงินแต่ดั้งเดิมนั้น เป็นเพียงสื่อในการแลกเปลี่ยน เพื่อให้การค้าขายมีความสะดวกคล่องตัว แทนการนำสินค้าต่อสินค้า หรือบริการต่อบริการมาแลกเปลี่ยนกันโดยตรง และเพื่อขจัดปัญหาของความต้องการในตัวสินค้าหรือบริการที่ไม่ตรงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ด้วยความสะดวกคล่องตัวในการถือเงินไว้เพื่อเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนนี้เอง ทำให้เงินกลายเป็นเครื่องมือในการสะสมมูลค่าขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครที่ต้องการเงินเพื่อไปลงทุนหรือใช้จ่าย ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนมือในรูปของดอกเบี้ยกู้ยืม &lt;b&gt;ทำให้เงินกลายสภาพมาเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้เงินอีกสกุลหนึ่งในการซื้อขาย&lt;/b&gt; โดยมีการกำหนดราคาในรูปของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเงินบาทเป็นที่ต้องการมาก ราคาย่อมสูงขึ้น ในทางการเงินเรียกว่า ค่าเงินบาทแข็งขึ้น เช่น เดิมทีเงิน 1 ดอลลาร์ สามารถซื้อสินค้าเงินบาทได้ 38 บาท แต่เมื่อเงินบาทแข็ง เงินดอลลาร์เดียวกันสามารถซื้อเงินบาทได้เพียง 33 บาท หากคิดในแบบชั้นเดียวว่า ถ้าอยากให้เงินบาทอ่อนลง ก็ผลิตเงินบาทออกมาให้มากขึ้น เหมือนสินค้าที่หากผลิตออกมาสู่ตลาดมากๆ ราคาก็ย่อมลดลง วิธีการนี้ส่งผลให้เงินบาทอ่อนตัวลงจริง แต่ก็มีผลอย่างอื่นเกิดขึ้นด้วย นั่นคือ ทำให้ค่าของเงินบาทลดลง เมื่อต้องนำเงินบาทไปซื้อสินค้าจริงๆ จะต้องใช้เงินบาทเพิ่มขึ้น ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า เงินเฟ้อ ตัวอย่างนี้ ชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะของเหตุและผล (Cause and Effect) ที่ไม่ใช่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ซึ่งทำให้การแก้ปัญหามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เนื่องจากต้องระมัดระวังผลอื่นที่จะติดตามมาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการที่ควรจะเป็นคือ &lt;b&gt;การสร้างความสมดุลระหว่างปริมาณเงินนอกที่ไหลเข้าและเงินบาทที่อยู่ในตลาด&lt;/b&gt; โดยทำได้สองทางๆ แรก มี 2 กรณีคือ &lt;b&gt;การลดเงินนอกที่ไหลเข้า&lt;/b&gt; ซึ่งแน่นอนว่า ในระบบตลาดเสรี จะไม่สามารถควบคุมหรือกำหนดได้โดยตรง แต่สามารถที่จะสร้างเหตุปัจจัยในการลดแรงจูงใจต่อการนำเข้าของเงินนอก โดยหากเป็นการไหลเข้าชั่วครั้งชั่วคราวหรือเข้ามาแสวงหาผลกำไรระยะสั้น การสร้างเหตุปัจจัยที่เหมาะสมก็ต้องเป็นมาตรการในระยะสั้น เช่น การใช้วิธีส่งสัญญาณด้วยข้อมูลข่าวสาร แต่หากเป็นการไหลเข้าเพื่อการลงทุนระยะยาว ก็สมควรที่จะพิจารณามาตรการในระยะยาว เช่น การปรับโครงสร้างภาษีหรือโครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีที่สองคือ &lt;b&gt;การนำเงินนอกที่ไหลเข้าไปลงทุนนอกประเทศ&lt;/b&gt; ทั้งนี้ เพื่อลดปริมาณของเงินนอกที่อยู่ในลิ้นชักให้มีปริมาณที่พอเหมาะ โดยรัฐอาจไปลงทุนเอง หรือการอนุญาตให้เอกชนนำเงินไปลงทุนนอกประเทศได้เสรีมากขึ้น แต่วิธีนี้ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมและบ่มเพาะความเชี่ยวชาญเพิ่มเติม เนื่องจาก การลงทุนมีความสุ่มเสี่ยงต่อการขาดทุนเสมอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอีกทางหนึ่ง คือ &lt;b&gt;การเพิ่มปริมาณเงินบาทที่อยู่ในตลาด&lt;/b&gt; ด้วยวิธีกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ทำให้มีเงินบาทหมุนเวียนอยู่ในตลาดเพิ่มขึ้น แทนที่ต่างคนต่างเก็บเงินบาทไว้อยู่กับบ้านหรือในธนาคารโดยที่ไม่เกิดการเปลี่ยนมือ การกระตุ้นให้ใช้จ่ายมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ซึ่งต้องมีความระมัดระวัง เพราะจะสัมพันธ์กับภาวะการมีภูมิคุ้มกันของประชาชนในทางเศรษฐกิจยามที่ประสบปัญหา กับการใช้จ่ายเพื่อการสร้างและพัฒนาอาชีพของตัว หรือเพื่อการลงทุน ซึ่งประเภทหลังนี้ จะเป็นการใช้จ่ายเพื่อศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคตที่พึงส่งเสริมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากสองแนวทางข้างต้น สำหรับปัจเจกชนคนธรรมดาที่เป็นทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ ก็สามารถนำสัจธรรมที่ว่า &lt;i&gt;เมื่อให้ความสำคัญกับสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมมีค่าขึ้นมาทันที&lt;/i&gt; มาพิจารณาเพื่อค้นหาว่า จะมีหนทางใดหรือไม่ที่สามารถนำไปสู่การลดความสำคัญของเงินในฐานะที่เป็นสินค้าชนิดหนึ่ง แต่ยังคงบทบาทของการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและการรักษาคุณค่า &lt;b&gt;โดยไม่เลยไปถึงขั้นที่สะสมมูลค่าจนทำให้เกิดความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด&lt;/b&gt; อันเป็นจุดกำเนิดของลัทธิการถือเงินเป็นใหญ่ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ระบบทุนนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบของหนทางนี้ มีปรากฎอยู่แล้วอย่างชัดเจนในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง ซึ่งมิได้ปฏิเสธความสำคัญหรือคุณค่าของเงิน แต่ต้องประกอบด้วย&lt;b&gt;ความพอประมาณ&lt;/b&gt;ในการให้ความสำคัญหรือคุณค่าของเงิน เช่น การไม่เห็นเงินเป็นนายเหนือชีวิต &lt;b&gt;ความมีเหตุผล&lt;/b&gt;ในการแสวงหาและการใช้จ่ายเงินไปในทางที่ถูกต้องและดีงาม เช่น การหารายได้ด้วยการประกอบสัมมาชีพอย่างซื่อสัตย์สุจริต การหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายเงินไปกับอบายมุข รวมถึงการใช้คุณค่าของเงินเพื่อ&lt;b&gt;การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี&lt;/b&gt;ในรูปแบบต่างๆ เช่น การออม การประกันชีวิต การประกันสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับชีวิตในด้านจิตใจ นอกเหนือจากด้านวัตถุ ด้วยหนทางนี้ เงินจึงจะมีบทบาทสมกับหน้าที่ของการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/17/news_24176042.php?news_id=24176042" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-7469251625220733559?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/7469251625220733559/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=7469251625220733559' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/7469251625220733559'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/7469251625220733559'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/07/blog-post_17.html' title='ค่าเงินบาท กับ หน้าที่ของเงิน'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-5867889940027067572</id><published>2007-07-03T10:18:00.000+07:00</published><updated>2007-07-03T10:25:04.562+07:00</updated><title type='text'>จุดตรวจตราความพอเพียงของเศรษฐกิจชุมชน</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ชุมชนถือเป็นหน่วยเศรษฐกิจระดับพหุภาคีที่เล็กที่สุด อันประกอบด้วยหน่วยการผลิต หน่วยการบริโภค อาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนหลายๆ หน่วย มีหน่วยงานรัฐ และประชาคมเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้อง จนเกิดเป็นชุมชนทางเศรษฐกิจที่มีขอบเขตนับตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด จนกระทั่งถึงระดับประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจะสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ จึงต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชุมชนซึ่งเปรียบเสมือนฐานล่างของปิระมิด โดยหากไร้ซึ่งความเข้มแข็งในเศรษฐกิจฐานรากนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความเข้มแข็งและสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคงยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยที่เป็นข้อพิจารณาสำคัญของเศรษฐกิจในระดับชุมชน ก็คือ สภาพภูมิสังคมหรือปัจจัยเชิงพื้นที่ (Area-based Factor) ที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการไหลเวียนของเศรษฐกิจในชุมชน และมักจะเกี่ยวข้องกับ 3 ฐานปัจจัยหลัก ได้แก่ &lt;b&gt;ฐานทรัพยากร&lt;/b&gt; เช่น ป่า หรือวัตถุดิบที่หาได้เฉพาะในท้องถิ่น ที่เป็นปัจจัยนำเข้าสู่กระบวนการ (เทียบได้กับทุนทางกายภาพ และทุนสิ่งแวดล้อม) &lt;b&gt;ฐานความรู้&lt;/b&gt; เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทักษะหรือความถนัดที่ใช้ในการประกอบการ (เทียบได้กับทุนมนุษย์) และ&lt;b&gt;ฐานวัฒนธรรม&lt;/b&gt;หรือความเชื่อ เช่น ตำนานท้องถิ่นที่มีอิทธิพลต่อการประกอบการ (เทียบได้กับทุนทางสังคม) ปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ สามารถใช้เป็นเครื่องมือเสริมสร้างความพอเพียงของเศรษฐกิจชุมชนที่ถึงพร้อมด้วยคุณลักษณะของความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีของชุมชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การสร้างจุดตรวจตรา (Checkpoint) ทางเศรษฐกิจขึ้นในชุมชน นับเป็นวิธีการหนึ่งในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความพอเพียงทางเศรษฐกิจของชุมชน&lt;/b&gt; โดยเริ่มต้นจากการพิจารณาที่ “ปัจจัยนำเข้า” อันประกอบด้วย เงิน ของ (ทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต และทรัพยากรธรรมชาติบางประเภทที่ต้องนำเข้าจากภายนอก เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง) และคน (ทรัพยากรมนุษย์) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;จุดตรวจตราที่ 1 เป็นการพิจารณาว่า “เงิน” ที่เข้าสู่ชุมชนนั้นไหลเวียนไปยังธุรกิจที่เป็นหน่วยผลิต หรือไปยังครัวเรือนที่เป็นหน่วยบริโภค&lt;/b&gt; ในกรณีแรก เงินที่ไหลไปยังหน่วยธุรกิจ สามารถจัดอยู่ในหมวดเงินลงทุน ที่ชุมชนนั้นไม่มีข้อกังวลมากนัก เนื่องจากเงินก้อนดังกล่าว ถูกใช้ไปในการสร้างผลผลิตที่ก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของกระบวนการผลิตซึ่งเป็นสมาชิกของชุมชนโดยตรง และยังอาจก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้แก่แรงงานในชุมชนโดยอ้อมด้วย ในกรณีที่สอง เงินที่ไหลไปยังครัวเรือน ต้องแยกพิจารณาเป็น 2 ประเด็น คือ หากเป็นเงินที่สมาชิกในครัวเรือนนั้นส่งกลับเข้ามายังชุมชน จากก้อนรายได้หรือผลตอบแทนจากการทำงานนอกถิ่นที่อยู่ ก็จัดว่าเป็นเงินออม ส่งผลกระทบในเชิงบวกแก่ชุมชน (ฐานะทางบัญชีของชุมชน สุทธิแล้วเป็นบวก) แต่หากเป็นเงินที่นำเข้ามาบริโภคใช้จ่ายในครัวเรือน ก็หมายความว่ารายได้ในครัวเรือนมีไม่เพียงพอต่อการบริโภคใช้สอย จึงจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากภายนอกเข้ามาเพื่อบริโภค ซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงลบแก่ชุมชน (ฐานะทางบัญชีของชุมชน สุทธิแล้วอาจติดลบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;จุดตรวจตราที่ 2 เป็นการพิจารณาว่า “ของ” ที่นำเข้าสู่ชุมชนไหลไปยังหน่วยผลิตหรือหน่วยบริโภค&lt;/b&gt; ในกรณีแรก หากของส่วนใหญ่ไหลไปยังหน่วยธุรกิจ ชุมชนก็อาจเบาใจได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากของดังกล่าวถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตที่สามารถสร้างเงินได้สุทธิให้แก่ชุมชนจากผลกำไรในการดำเนินงานของหน่วยธุรกิจซึ่งเป็นสมาชิกของชุมชน อย่างไรก็ดี ผู้ปกครองชุมชนหรือผู้ที่ดูแลนโยบายด้านเศรษฐกิจในชุมชน ควรต้องวิเคราะห์ต่อไปว่า ของที่นำเข้ามาเพื่อเป็นทรัพยากรการผลิตนั้น สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนทดแทนได้หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้จะไปเกี่ยวโยงกับการพิจารณาใช้ ฐานทรัพยากร เช่น วัตถุดิบที่หาได้เฉพาะในท้องถิ่นของชุมชน เพื่อสร้างให้เกิดภูมิคุ้มกันในชุมชนหากเกิดการขาดแคลนทรัพยากรอย่างกระทันหัน หรือในสภาวะปกติก็เป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในการผลิตที่สามารถอาศัยข้อได้เปรียบจากฐานวัตถุดิบที่หาได้ในชุมชน และลดภาระเรื่องค่าขนส่งไปในตัว แต่หากเป็นในกรณีที่สอง ซึ่งของส่วนใหญ่ไหลไปยังหน่วยบริโภค โดยเฉพาะของใช้ที่เป็นความสะดวกสบายหรือความฟุ่มเฟือย เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ ชุมชนอาจมีสถานภาพที่น่าเป็นห่วงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเงินในชุมชนจะถูกดูดซับออกไปจากชุมชนเรื่อยๆ โดยที่หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าว ชุมชนก็อาจตกอยู่ในสภาพที่วกกลับไปยังจุดตรวจตราที่ 1 เป็นงูกินหาง คือ ต้องกู้ยืมเงินจากภายนอกเข้ามาเพื่อบริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;จุดตรวจตราที่ 3 เป็นการพิจารณาว่า “คน” ที่เข้ามายังชุมชนไหลไปยังหน่วยผลิตหรือหน่วยบริโภคเช่นกัน&lt;/b&gt; โดยในกรณีแรก หากคนส่วนใหญ่ไหลไปยังหน่วยผลิต ชุมชนควรต้องวิเคราะห์ต่อไปว่า เหตุใดจึงมีแรงงานต่างถิ่นหรือแรงงานต่างด้าวเข้ามาเป็นทรัพยากรมนุษย์ของหน่วยผลิตในชุมชน ซึ่งประเด็นนี้จะไปเกี่ยวโยงกับ ฐานความรู้ เช่น การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทักษะหรือความถนัดในเชิงภูมิสังคม ผู้ที่มีหน้าที่ในการพัฒนาชุมชน อาจจำเป็นต้องเสริมสร้างทักษะให้แก่สมาชิกในชุมชนเพื่อเป็นการทดแทนแรงงานนำเข้าในระยะยาว ส่วนในกรณีที่สอง หากคนส่วนใหญ่ไหลไปยังหน่วยบริโภค ก็แสดงให้เห็นถึงการมีแหล่งท่องเที่ยวหรือประเภทของบริการที่สามารถชักจูงให้คนนอกชุมชนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือใช้บริการภายในชุมชน ซึ่งประเด็นนี้จะไปเชื่อมโยงกับ ฐานวัฒนธรรม เช่น ตำนานท้องถิ่น มรดกที่มีคุณค่าในชุมชน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;จุดตรวจตราที่ 4 เป็นการพิจารณาขั้นสุดท้ายว่า “เงิน” ซึ่งไหลออกจากชุมชน ที่มิใช่การซื้อของเข้าสู่ชุมชนเกิดจากกิจกรรมใดได้บ้าง&lt;/b&gt; เช่น เป็นเงินที่เข้ามาสู่สถาบันการเงินในชุมชน โดยหวังดอกผลในรูปดอกเบี้ย ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการสร้างงานหรือมูลค่าเพิ่มในชุมชน หรือเป็นเงินที่นำมาลงทุนเพื่อสร้างกระบวนการผลิต โดยบุคคลภายนอกที่มิใช่สมาชิกของชุมชนเป็นเจ้าของหน่วยการผลิต แล้วนำเงินผลกำไรกลับออกไป (กรณีของ Modern Trade ที่รุกเข้าสู่ชุมชน ทำให้ผู้ประกอบการในชุมชนได้รับผลกระทบจนต้องเลิกกิจการ) ทั้งนี้ ผู้มีส่วนได้เสียในชุมชนจะได้ร่วมกันหามาตรการในการป้องกัน แก้ไข หรือทุเลาปัญหาที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว เช่น การเก็บภาษีอากรชุมชน การจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมชุมชนโดยเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ประกอบการที่มิใช่สมาชิกของชุมชน หรือการรวมตัวจัดตั้งสหกรณ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวิเคราะห์กระแสการไหลเวียนของเศรษฐกิจในชุมชนตามตำแหน่งของจุดตรวจตราต่างๆ ข้างต้น สามารถใช้เป็นแนวทางในการสร้างตัวชี้วัดของแต่ละชุมชน ทั้งในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ไปจนกระทั่งถึงระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ที่สภาพภูมิสังคมหรือปัจจัยเชิงพื้นที่ยังเป็นตัวแปรหรือส่งผลต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้อาณาเขตของชุมชนนั้นๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/03/news_24074844.php?news_id=24074844" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-5867889940027067572?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/5867889940027067572/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=5867889940027067572' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/5867889940027067572'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/5867889940027067572'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='จุดตรวจตราความพอเพียงของเศรษฐกิจชุมชน'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-8865211795604033150</id><published>2007-06-26T12:06:00.000+07:00</published><updated>2007-06-27T11:12:47.938+07:00</updated><title type='text'>ที่หมายประเทศไทยในบริบทของเศรษฐกิจพอเพียง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หากมองประเทศไทยในอีก 6 เดือนข้างหน้า ระหว่างภาคการเมืองและภาคเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังว่าจะเป็นพัฒนาการในท่ามกลางสองภาคส่วนหลักนี้ คงหนีไม่พ้นภาคการเมืองที่จะต้องจับตามากที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้ก็ดี รัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดี ล้วนมีผลอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปสู่จุดหมายตามที่ประชาชนทั้งประเทศต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดหมายในด้านการเมืองการปกครองที่มีความสำคัญ ได้แก่ ความยุติธรรม ความเสมอภาค เสรีภาพ และความสงบสุขของประชาชน ส่วนวิถีทางในการปกครองเพื่อให้ไปสู่จุดหมายนั้น แน่นอนว่าจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีการใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ที่มีความเป็นอิสระและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพิจารณาจุดหมายที่ปรากฏในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชนโดยทั่วไป มีใจความว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี”&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;จากพระบรมราโชวาทข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่รัฐโดยฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ สามารถใช้เป็นแนวในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง และมีจุดหมายที่ให้เกิดความสมดุล และ พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ด้านเศรษฐกิจนั้น ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้ชี้เพิ่มเติมลงไปว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่สามารถใช้เป็นแนวในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีจุดหมายเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ นอกเหนือจากการพัฒนาเพื่อให้เกิดความสมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้น ที่หมายของประเทศไทยในบริบทของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับการพัฒนาทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ จึงประกอบด้วย คือ &lt;b&gt;ความสมดุล การพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และการก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์&lt;/b&gt; ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้น มิได้ปฏิเสธกระแสโลกาภิวัตน์ ตรงกันข้ามการดำเนินตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความมุ่งหมายเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า โลกาภิวัตน์นั้น ก่อให้เกิดผลกระทบได้ทั้งในแง่ดีและในแง่ร้าย คือ มิได้ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในแง่เดียว แต่ในอีกแง่หนึ่งยังทำให้เกิดความเสื่อมถอยตกต่ำทั้งทางด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรรมจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงมุ่งเน้นให้เกิดการพิจารณาอย่างรอบด้าน มีความรอบคอบระมัดระวังในการบริหารบ้านเมือง โดยเลือกรับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบในแง่ดี ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการเปลี่ยนแปลงในแง่ที่ไม่ดีและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ เพื่อจำกัดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อความเสียหายหรือไม่เป็นอันตรายร้ายแรง ทำให้ประเทศยังคงยืนหยัดต่อไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหากพินิจพิจารณาให้ถ่องแท้ถึงจุดหมายในส่วนที่ว่า “เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์” กับ “เพื่อให้พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง” จะพบความเกี่ยวโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยในแห่งแรกเป็นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับ&lt;b&gt;ปัจจัยภายใน&lt;/b&gt;เพื่อให้ทันและเข้ากับสิ่งภายนอก ในแห่งที่สองเป็นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับ&lt;b&gt;ปัจจัยภายนอก&lt;/b&gt;เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งภายในได้รับความกระทบกระเทือนเสียหาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพัฒนาประเทศเพื่อไปให้ถึงที่หมายนั้น มิใช่การวัดเพียงอัตราการเติบโตในทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการพัฒนาและการเติบโตมีความหมายต่างกัน เศรษฐกิจอาจขยายตัวหรือเจริญเติบโตตามการผลิตหรือการบริโภคที่เพิ่มขึ้น หรือตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ เข้าทำนองว่า “โตแต่ตัว” แต่อาจไม่มีนัยของการพัฒนาที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ มั่นคงและยั่งยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทำนองเดียวกัน การเติบโตในทางการเมือง ก็มิได้วัดที่ระยะเวลา 75 ปีที่ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมาแล้ว 17 ฉบับ การพัฒนาประเทศเพื่อไปให้ถึงที่หมายนั้น จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรัฐธรรมนูญ ทั้งในฝ่ายที่ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอีก หรือในฝ่ายที่ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงอีก จึงจะเรียกว่ามีพัฒนาการ แต่อยู่ที่ว่าในรอบ 75 ปีที่ผ่านมา ประชาชนได้รับความยุติธรรม ความเสมอภาค เสรีภาพ และความผาสุกเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/06/26/news_24004491.php?news_id=24004491" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-8865211795604033150?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8865211795604033150'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8865211795604033150'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/06/blog-post_26.html' title='ที่หมายประเทศไทยในบริบทของเศรษฐกิจพอเพียง'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-8860454474432818682</id><published>2007-06-19T12:59:00.000+07:00</published><updated>2007-06-19T13:04:01.003+07:00</updated><title type='text'>ประเทศไทยกำลังขาดทั้งเครื่องยนต์และพวงมาลัย</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;หากเปรียบประเทศไทยเป็นเสมือนยานยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนโลกในขณะนี้ เรากำลังใช้งานคนขับรถชั่วคราวประคับประคองยานยนต์คันนี้โดยไม่ให้พลิกคว่ำ และในอีก 6 เดือนข้างหน้า ผู้โดยสารในคันรถนี้ จำต้องเลือกคนขับรถคนใหม่เพื่อจะนำพายานยนต์ประเทศไทยให้แล่นฉิวไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทางและอย่างเต็มกำลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้หลายคนกำลังเป็นห่วงว่า รถเวียดนามกำลังจะตีตื้นขึ้นมาแซงรถไทย มิพักต้องพูดถึงรถสัญชาติเกาหลีหรือกระทั่งรถสัญชาติจีนที่ติดเทอร์โบทิ้งห่างไปหลายขุม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า รถยนต์ประเทศไทย จะไปไม่ถึงเส้นชัย เพราะพี่ไทยเรามักจะมีไม้เด็ดอยู่เสมอ ยิ่งตอนนี้ยังมีจตุคามแขวนอยู่หน้ารถอีกต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่จะไปให้ถึงเส้นชัยนั้น ยานยนต์ประเทศไทยต้องประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ (ความรู้) ที่มีกำลัง และพวงมาลัย (คุณธรรม) ที่นำพาให้ยวดยานดำเนินไปถูกทาง ดังพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2520 โดยมีใจความว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“การที่จะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลที่พึงปรารถนา คือ ที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจและความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย เพราะเหตุว่าความรู้นั้นเป็นเหมือนเครื่องยนต์ ที่ทำให้ยวดยานเคลื่อนไปได้ประการเดียว ส่วนคุณธรรมดังกล่าวแล้ว เป็นเหมือนหนึ่งพวงมาลัยหรือหางเสือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำพาให้ยวดยานดำเนินไปถูกทางด้วยความสวัสดี คือปลอดภัยจนบรรลุถึงจุดหมายที่พึงประสงค์ ดังนั้น ในการที่จะประกอบการงานเพื่อตนเพื่อส่วนรวมต่อไป ขอให้ทุกคนสำนึกไว้เป็นนิตย์โดยตระหนักว่า การงาน สังคม และบ้านเมืองนั้น ถ้าขาดผู้มีความรู้เป็นผู้บริหารดำเนินการ ย่อมเจริญก้าวหน้าไปได้โดยยาก แต่ถ้างานใด สังคมใด และบ้านเมืองใดก็ตามขาดบุคคลผู้มีคุณธรรมความสุจริตแล้ว จะดำรงอยู่มิได้เลย”&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;จากพระบรมราโชวาทข้างต้น แสดงให้เห็นว่า นอกเหนือจากความรู้ที่จะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลที่พึงปรารถนา ซึ่งเปรียบเหมือนเครื่องยนต์ส่งให้พาหนะเคลื่อนที่ ยังต้องประกอบไปด้วยคุณธรรมในตัวบุคคล ซึ่งเปรียบเหมือนพวงมาลัยคอยบังคับทิศทางให้ไปถึงจุดหมายที่พึงประสงค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้ชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมที่สำคัญสามประการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อให้เป็นไปอย่างถูกทิศทาง อันประกอบด้วย &lt;b&gt;ความซื่อสัตย์สุจริต&lt;/b&gt; คือ ความประพฤติชอบ มีการพูดและการกระทำซื่อตรงต่อหน้าที่การงาน ต่อตนเอง และต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง มีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง และไม่เอารัดเอาเปรียบ &lt;b&gt;ความอดทน มีความเพียร&lt;/b&gt; คือ ความบากบั่น ความกล้าแข็ง มีความหนักแน่น ไม่ท้อถอย ทำให้การดำเนินงานรุดหน้าเรื่อยไปจนประสบผลสำเร็จ และ&lt;b&gt;ความรอบคอบระมัดระวัง&lt;/b&gt; คือ การพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในทุกแง่ทุกมุมก่อนที่จะดำเนินงาน เพื่อมิให้เกิดความเผอเรอและพลั้งพลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเครื่องยนต์หรือความรู้ที่เหมาะสมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ “&lt;b&gt;ความรอบรู้&lt;/b&gt;” ซึ่งมีความหมายครอบคลุมทั้งความรู้ความเข้าใจในพื้นฐานและหลักการของวิชาการต่างๆ ซึ่งเป็น&lt;b&gt;ความรู้ในแนวลึก&lt;/b&gt; และความรู้ในข้อเท็จจริงแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานทั้งหมด ซึ่งเป็น&lt;b&gt;ความรู้ในแนวกว้าง&lt;/b&gt; ที่จะทำให้สามารถประกอบและส่งเสริมการปฏิบัติงานให้ได้ผลสมบูรณ์ โดยมีสติปัญญาเป็นเครื่องกลั่นกรอง ดังปรากฎในพระบรมราโชวาทที่เกี่ยวข้อง มีใจความว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“ความรู้ที่ใช้ได้ผลนั้น ต้องเป็นความรู้ที่ถูกต้อง แม่นยำ ชำนาญ นำมาใช้การได้ทันทีและนอกจากความรู้ด้านลึก คือ วิชาการเฉพาะสาขาที่ศึกษามาโดยตรงแล้ว ความรู้ด้านกว้าง คือ วิชาการอื่นๆทั่วไป ย่อมเป็นปัจจัยประกอบส่งเสริมอีกส่วนหนึ่งด้วย”&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“นอกจากจะอาศัยความรู้ความสามารถทางวิชาการตามที่ได้ศึกษามาแล้ว ยังจำเป็นจะต้องมีความรอบรู้และความเข้าใจอันกระจ่างและเพียงพอในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมและสถานการณ์ที่เกี่ยวพันกับงานที่จะทำทั้งหมด รวมทั้งระบบชีวิตของคนไทย อันได้แก่ ความเป็นอยู่ ความต้องการ วัฒนธรรม และความรู้สำนึกคิดโดยเบ็ดเสร็จด้วย จึงจะทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้”&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“ปัญญา ความรู้ชัด ซึ่งเป็นกำลังสำคัญสำหรับการพิจารณาวินิจฉัยตัดสินปัญหาและเรื่องราวต่างๆ ที่จะต้องผ่านพบในการปฏิบัติงาน ความรู้ชัดนี้ หมายถึง ความรู้ที่กระจ่าง ถูกต้องตามเหตุตามผลและตามจริง เกิดขึ้นได้โดยอาศัยความรู้อันกว้างขวาง ที่ได้รู้ได้เห็นได้ศึกษาสังเกตมาแล้วเป็นเนื้อหา อาศัยสติ ความระลึกรู้ และความมีใจสงบตั้งมั่นในความเป็นกลาง ไม่หวั่นไหวด้วยอคติ เป็นพื้นฐานรองรับและเป็นเครื่องพิจารณากลั่นกรอง สำเร็จเป็นความรู้ความเห็นที่ชัดเจนถูกต้อง ทำให้สามารถวินิจฉัยชี้ชัดในกรณีทั้งปวงได้แม่นยำถูกต้อง ผู้มีกำลังปัญญาจึงรู้จริงและรู้ซึ้ง มองเห็นปัญหาและภารกิจของตนได้ชัดเจนโดยตลอดหมดทุกอย่างและสามารถปฏิบัติบริหารให้สำเร็จเรียบร้อยได้โดยยุติธรรมถูกต้อง”&lt;/blockquote&gt; &lt;br /&gt;แม้ประเทศไทยเวลานี้ กำลังต้องการทั้งเครื่องยนต์และพวงมาลัยที่จะนำพายวดยานประเทศไทยไปให้ถึงที่หมาย แต่ก็เป็นความโชคดีอย่างล้นพ้นที่ประเทศไทยมีผู้ทรงนำทางซึ่งมีพระอัจฉริยภาพอย่างที่หาประเทศอื่นมาเปรียบมิได้ หากเพียงผู้โดยสารในคันรถนี้ ไม่มัวทะเลาะกัน คอยฉุดลากเครื่องยนต์ให้แผ่วลงหรือยื้อยุดพวงมาลัยให้เฉไปคนละทิศละทาง แต่หันกลับมาร่วมกันฟิตเครื่องยนต์และตั้งพวงมาลัยไปในทางที่ถูกทางเดียว ยวดยานประเทศไทยก็จะโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงปลอดภัยและถึงที่หมายในที่สุด สมดังพระราชดำรัสของพระผู้ทรงนำทางที่ได้ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2541 โดยมีใจความว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“ถึงบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฏีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าทำโดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้”&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/06/19/news_23951874.php?news_id=23951874" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-8860454474432818682?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/8860454474432818682/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=8860454474432818682' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8860454474432818682'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/8860454474432818682'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/06/blog-post_19.html' title='ประเทศไทยกำลังขาดทั้งเครื่องยนต์และพวงมาลัย'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-695941205835148968</id><published>2007-06-12T11:32:00.000+07:00</published><updated>2007-06-12T11:48:00.471+07:00</updated><title type='text'>สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง กับการพัฒนาประเทศ</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;ได้ทราบข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมพิจารณาตั้ง “สถาบันพัฒนาประเทศตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างฐานความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในมิติต่างๆ เช่น การส่งเสริมการศึกษาและวิจัยองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการสนับสนุนให้เกิดการขยายผลการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกอบกับเมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ริเริ่มจัดทำแผนที่เดินทาง (Road Map) เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือนำทางในการพัฒนาประเทศตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ และแผนงานที่ชัดเจน สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นขั้นตอน พร้อมกับใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันของคนในชาติ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในลักษณะที่บรรสานสอดคล้องและพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการประชุมระดมสมองครั้งที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมที่เป็นตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ องค์กรอิสระ และภาคประชาสังคม ประมาณ 110 คน ได้เสนอให้มีการจัดตั้งองค์การมหาชนเพื่อเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่องและประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนการกำหนดหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการปฏิบัติ เปลี่ยนเป้าหมายการศึกษาเป็นการศึกษาเพื่อวิถีชีวิต โดยข้อสรุปของการประชุมในแต่ละกลุ่มย่อยมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ และสามารถนำมาประมวลได้เป็น 5 ด้านหลัก ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ด้านการศึกษา&lt;/b&gt; เน้นการศึกษาเพื่อพัฒนาพื้นฐานจิตใจและคุณธรรมให้มีความสมดุลกับการพัฒนาความฉลาดและความรอบรู้ในสาขาอาชีพ หรือเรียกว่า เป็นการปรับเป้าหมายทางการศึกษาจากการเน้นที่ “วิชาชีพ” สู่ “วิชาชีวิต” โดยวิธีการศึกษาจะต้องเป็น “การเรียนรู้” มิใช่เพียง “การรับรู้” ที่เน้นให้ผู้เรียนตระหนักถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการแสวงหา “ความอยู่ดีมีสุข” มากกว่าความร่ำรวย การให้ความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์และความสัมพันธ์ทางสังคม โดยมีเรื่องความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ด้านสุขภาวะ&lt;/b&gt; เน้นการพัฒนาสุขภาวะที่ไม่จำกัดอยู่เพียงสุขภาพทางกายและจิตประสาท แต่ต้องครอบคลุมถึงสุขภาพทางจิตวิญญาณและสังคม เพื่อให้เกิดความสมดุลใน 4 มิติ ทั้งด้านกายภาพ ด้านสังคม ด้านจิตใจ และด้านปัญญา มีตัววัด “ความอยู่เย็นเป็นสุข” ของสังคมที่เกิดจากการที่คนในสังคมมีสุขภาวะที่ดีทั้ง 4 มิติ เช่น โอกาสในการเข้าถึงบริการและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความรับผิดชอบต่อสังคม การปลูกฝังค่านิยมและการรณรงค์เรื่องคุณธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/b&gt; เน้นความสมดุลทางด้านทรัพยากร ภายใต้หลักการของ “การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและมีใช้ตลอดไป” ด้วยการส่งเสริมระบบเกษตรที่อนุรักษ์ระบบนิเวศน์ เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ ให้แพร่หลาย รวมทั้งการส่งเสริมแนวทาง “เกษตรทฤษฎีใหม่” การออกกฎหมายรับรองสิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากร การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตที่เกิดจากทรัพยากรและเทคโนโลยีภายในประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการถูกกดดันให้เป็นฐานการผลิตราคาถูก การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมการบริการ เช่น การท่องเที่ยวให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และยั่งยืน ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดการใช้ปัจจัยเชิงวัฒนธรรมในการจัดการทรัพยากร เพื่อเป็นแนวทางในการพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ด้านการพึ่งพาทุนและเทคโนโลยี&lt;/b&gt; เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับทรัพยากร ภูมิปัญญา และแรงงานในประเทศ การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนที่มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและสามารถพึ่งตนเองได้ในระยะยาว การส่งเสริมให้มีการพัฒนาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมารองรับทั้งในระดับจุลภาคและระดับมหภาค รวมทั้งการสร้างชุมชนนักปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Community of Practice) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ และการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในสาขาต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ด้านการกระจายอำนาจ&lt;/b&gt; เน้นการสร้างให้เกิดความสมดุลในมิติของการกระจายอำนาจ เริ่มต้นจากการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการกระจายอำนาจ การมอบหมายการตัดสินใจทั้งในแง่ของงาน เงิน คน และการจัดการให้แก่ท้องถิ่นอย่างเป็นอิสระภายใต้บริบทของวัฒนธรรมท้องถิ่น กระบวนการได้มาซึ่งผู้นำท้องถิ่นที่โปร่งใสและระบบการกำกับดูแลของรัฐที่เป็นธรรม การปรับปรุงมาตรฐานทางธรรมาภิบาลในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น มาตรการในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เพื่อมิให้นักการเมืองเข้าแทรกแซงหรือชี้นำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การระดมสมองครั้งต่อไป จะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เพื่อร่วมกันพิจารณารายละเอียดในแผนที่เดินทางในมิติต่างๆ บนฐานข้อเท็จจริงจากผลการวิจัย และพัฒนาเป็นแผนที่เดินทางฉบับร่าง ผู้สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เพื่อเข้าร่วมระดมสมอง หรือจะร่วมระดมสมองออนไลน์ผ่านทางบล็อกแผนที่เดินทางได้ที่ &lt;a href="http://www.seroadmap.org/" target="_blank"&gt;www.SEroadmap.org&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color="#BFB186"&gt;[&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/06/12/news_23888217.php?news_id=23888217" target="_blank"&gt;Original Link&lt;/a&gt;]&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/21691960-695941205835148968?l=sufficiencyeconomy.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/feeds/695941205835148968/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=21691960&amp;postID=695941205835148968' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/695941205835148968'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/21691960/posts/default/695941205835148968'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง กับการพัฒนาประเทศ'/><author><name>Thaipat</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09651686488288205040</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-21691960.post-1621232030395710434</id><published>2007-05-23T11:33:00.000+07:00</published><updated>2007-05-23T11:37:36.842+07:00</updated><title type='text'>ก้าวแรก โรดแมพเศรษฐกิจพอเพียง</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเร็วๆนี้ สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้จัดให้มีการระดมสมองเพื่อจัดทำแผนที่เดินทาง (road map) เศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ตัวแทนองค์กรอิสระ และภาคประชาสังคม ประมาณ 110 คน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องยอมรับความจริงว่าในปัจจุบัน ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานภาพของประเทศไทย จะพัฒนาไปสู่ทิศทางการเป็นเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ ณ จุดใด และหากจะก้าวต่อไปควรจะทำอย่างไร  ขณะที่นโยบายระดับประเทศก็ยังไม่มีความชัดเจนในการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงในระดับต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ดี มีแผนที่เดินทางที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย   พร้อมกับการสร้างเครือข่ายและความเข้าใจระหว่างประเทศ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แผนที่เดินทางจะบอกแนวทางและเป้าหมายเศรษฐกิจพอเพียงในระดับประเทศ ข้อเสนอเชิงวิสัยทัศน์และจังหวะก้าวใน 5 ปี ปัจจัยวิกฤติที่บ่งบอกความสำเร็จ (critical success factors) ในแต่ละด้านตามลำดับความสำคัญ เพื่อช่วยให้หน่วยงานกำหนดยุทธศาสตร์ระดับประเทศ หน่วยงานปฏิบัติอื่นๆ และภาคประชาสังคม มีความเข้าใจและเห็นแนวทางพัฒนาประเทศที่ชัดเจน พร้อมจะดำเนินงานพัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายในการจัดทำแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นเครื่องนำทางให้ประเทศไทยสามารถโลดแล่นบนถนนโลกได้อย่างมั่นคงปลอดภัย โดยไม่ลืมว่า บนถนนสายนี้ ไม่ได้มีรถยนต์ประเทศไทยเพียงคันเดียวที่แล่นอยู่ แต่ยังมีรถยนต์อีกหลายคัน กำลังวิ่งไปในทางเดียวกัน เพียงแต่มีแผนที่ประจำรถกันคนละภาษา ซึ่งหมายความว่า ประเทศอื่นๆ ในโลกที่กำลังแล่นอยู่ในทิศทางนี้ ก็มีแผนที่เดินทางที่สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดทำแผนที่เดินทางและการสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงระหว่างประเทศ จึงเป็นการค้นหาจุดร่วม การวิเคราะห์เปรียบเทียบในเชิงวิชาการ การเผยแพร่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนการสานเครือข่ายระหว่างประเทศเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนรถยนต์ประเทศต่างๆ เหล่านี้ ให้ไปสู่จุดหมายแห่งเดียวกัน เป็นจุดหมายที่มีความสมดุล พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การระดมสมองครั้งนี้ ประกอบด้วยกลุ่มย่อยด้านเศรษฐกิจ ทุนและเทคโนโลยี ด้านการเรียนรู้และสุขภาวะ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการกระจายอำนาจ มีข้อเสนอวิสัยทัศน์ภาพกว้างให้ประเทศไทยมีวิถีชีวิตและสังคมตามแนวทางพอเพียง มีภูมิคุ้มกันที่ทำให้อยู่ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยมีความสมดุลใน 5 ด้าน คือ การดูแลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันในสังคม   การลดช่องว่างในสังคม ความสมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างการพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีในประเทศและต่างประเทศ ความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนา และการมีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน ที่ประชุมกลุ่มย่อย ก็ได้เสนอประเด็นวิกฤติที่คล้ายคลึงกัน คือ ปัญหากลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ปัญหาค่านิยมและสื่อ ปัญหาการขาดความเข้าใจในเศรษฐกิจพอเพียง ปัญหาทางนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง ปัญหาทางการเมืองหรือความขัดแย้งที่บั่นทอนความเข้มแข็งของชุมชน และปัญหาความพร้อมของส่วนท้องถิ่นที่ต่างระดับกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อสรุปในเบื้องต้นมีข้อเสนอแนะให้มีการจัดตั้งองค์การมหาชนเพื่อเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่องและประสานงานกับหลายภาคส่วน การสร้างความเข็มแข็งให้กับภาคประชาชนผ่านกระบวนการศึกษาเรียนรู้และการจัดการความรู้ที่มีชุมชนเป็นศูนย์กล
